องค์กรเพื่อการทดสอบและเชื่อมต่ออุปกรณ์ระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (NVIOT) ออกโรงเตือนโอเปอเรเตอร์มือถือทั่วโลก หากใช้อุปกรณ์แซดทีอีในการสร้างโครงข่ายมือถือ 3G มีความเสี่ยงสูงในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของผู้ผลิตรายอื่นอันส่งผลให้เน็ตเวิร์กไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หลังแซดทีอีสิ้นสุดสถานะการเป็นสมาชิกภาพขององค์กร NVIOT
รายงานข่าวจากองค์กรเพื่อการทดสอบและเชื่อมต่ออุปกรณ์ระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์ NVIOT SC (The Network Vendors Interoperability Testing Steering Committee) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา แซดทีอี (ZTE) ได้สิ้นสุดสถานะการเป็นสมาชิกภาพขององค์กรเพื่อการทดสอบและเชื่อมต่ออุปกรณ์ระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์ หรือ NVIOT SC เหลือแต่เพียงการติดต่อประสานงานและดำเนินการทางด้านเอกสารทั่วไปเท่านั้น
องค์กร NVIOT SC Forum ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2543 เป็นกลุ่มของเครือข่ายการทดสอบการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมสื่อสารไร้สายในกลุ่มเทคโนโลยีระบบ 3G การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและได้รับการรับรองโดยองค์กรนี้ จะเป็นการยืนยันและรับรองว่าอุปกรณ์ของผู้ผลิตรายนั้น หากผู้ประกอบการหรือโอเปอเรเตอร์นำไปใช้ในการต่อเชื่อมกับอุปกรณ์ของผู้ผลิตรายอื่นจะยังคงสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ตามมาตรฐานในการทดสอบขององค์กร NVIOT ที่ส่งเสริมให้ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมชั้นนำพัฒนาประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ในกลุ่มของระบบ 3G
เนื่องจาก แซดทีอี ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมทางด้านเทคนิคนั้น อุปกรณ์จึงมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามความต้องการและข้อกำหนดตามมาตรฐาน ดังนั้น องค์กร NVIOT ได้ตัดสินใจสิ้นสุดสถานภาพของแซดทีอี คงไว้อยู่ในระดับเพียงแต่การดำเนินการทางเอกสารตามปกติเท่านั้น นั่นหมายถึงแซดทีอีจะไม่ได้รับโอกาสในองค์กรนี้ ในการที่จะพัฒนาระบบการเชื่อมต่อร่วมกับผู้ผลิตและจัดหาอุปกรณ์โทรคมนาคมรายอื่นๆ ให้ได้ตามมาตรฐานโลกในกลุ่มเทคโนโลยีระบบ GSM/ UMTS/ LTE
"กรณีนี้ โอเปอเรเตอร์จะมีความเสี่ยง หากนำอุปกรณ์ของผู้ผลิตที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานขององค์กร NVIOT มาใช้ในการวางระบบ 3G เนื่องจากอุปกรณ์ของผู้ผลิตรายใดที่ไม่ได้มีสถานะเป็นสมาชิกขององค์กรดังกล่าวแล้ว ทำให้สิทธิในการทดสอบการเชื่อมต่ออุปกรณ์ร่วมกันกับผู้ผลิตและจัดหาอุปกรณ์โทรคมนาคมรายอื่นๆ ก็จะไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป"
ทำให้ยากต่อการรับรองหรือการันตีคุณภาพของเน็ตเวิร์ก ซึ่งโดยทั่วไปต้องเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่สามารถทำงานร่วมกันได้ดีร่วมกับอุปกรณ์โทรคมนาคมค่ายชั้นนำต่างๆ ที่อยู่ในมาตรฐานขององค์กร NVIOT โดยเฉพาะหากเมื่อเกิดปัญหาในการใช้งาน จะไม่มีหน่วยงานใดหรือองค์กรใดรับประกัน ขณะที่ผู้ประกอบการย่อมต้องการให้เน็ตเวิร์กของตนเองมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถทำงานได้ดีเมื่อต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ของผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายหลักๆ
รายงานข่าวยังระบุว่าอันที่จริง การใช้อุปกรณ์ที่ไม่อยู่ในมาตรฐานการทดสอบเชื่อมต่อโทรคมนาคมของ NVIOT จะทำให้เกิดค่าใช้จ่าย รวมทั้งต้องจัดสรรทรัพยากรบุคคลหรือทีมงาน ระดมกันช่วยเหลือแก้ไขในขณะที่เกิดปัญหาทางเทคนิค ซึ่งอาจก่อความเสียหายต่อระบบโครงข่าย
นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการสูญเสียรายได้ของผู้ประกอบการเมื่อผู้ใช้บริการไม่พึงพอใจในคุณภาพของเน็ตเวิร์ก ทั้งนี้สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nviot-forum.org"ไอซีที" เร่งตั้งคณะกรรมการถกปัญหา "ไทยคม" ทั้งยืนยันไม่เคยสั่งระงับโครงการ 3G ของทีโอที ตั้งท่าชง "ครม." อนุมัติแผนกู้เงินต่างประเทศ มั่นใจภายในสิ้นปีได้ใช้บริการเฟสแรกแน่ พร้อมเร่ง "ไปรษณีย์ไทย" โปรโมตบริการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ 3G ของ บมจ.ทีโอทีว่า ได้ให้ทีโอทีไปจัดการรายละเอียดแผนธุรกิจ ว่าแต่ละขั้นตอนจะเสร็จเมื่อไร ทั้ง ทีโออาร์ การเปิดประมูล การหาแหล่งเงินกู้ คาดว่าน่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาแผน หาแหล่งเงินกู้ ซึ่งอยากใช้เงินกู้จากต่างประเทศ เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้จะเริ่มใช้เฟสแรกในกรุงเทพฯ ได้ โดยล่าสุดได้รับรายงานมาว่า จะมีการเสนอทีโออาร์ในการประมูลเฟสแรกให้บอร์ดทีโอทีอนุมัติเร็วๆ นี้
ส่วนเรื่องดาวเทียมไทยคมที่กำลังจะปลดระวางนั้น กำลังหารือ โดยต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล ทั้งที่กำลังจะหมดอายุ และพิจารณาความคุ้มค่าของการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ รวมถึงเปิดให้มีการร่วมลงทุนจากต่างชาติอย่างไรหรือไม่ โดยหาจุดร่วมที่ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด และประเทศชาติไม่เสียหาย
"ไอซีทีไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว ต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง กทช.ก็มีส่วนรับผิดชอบเรื่องการเช่าช่องสัญญาณ เรื่องคลื่นความถี่ ขณะที่ไอซีทีรับผิดชอบตัวดาวเทียมที่ยิงขึ้นไป และต้องดูนโยบายรัฐบาลว่าจะขายตำแหน่งวงโคจรของดาวเทียมที่ได้รับจากไอทียูให้ต่างชาติหรือไม่ วงโคจรของไทยจะยังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ต้องหารือกันให้ชัดเจน ระยะเวลา 8 ปีที่กระทรวงไอซีทีคุ้มครองให้ไทยคมรายเดียวก็สิ้นสุดแล้ว แต่ยังไม่มีบริษัทอื่นแจ้งความประสงค์ว่าจะเข้ามาทำธุรกิจนี้"
ด้านนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนา คมแห่งชาติ (กทช.) เสริมว่า สิ่งที่ไอซีทีหารือมา กทช.จะพิจารณาดูว่าอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ของ กทช.หรือไม่ แล้วจะดำเนินการได้แค่ไหน อย่างไร อย่างเรื่องป้องกันสิ่งที่ไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ต กทช.ได้ดูแลการให้ใบอนุญาตซึ่งมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการเผยแพร่สิ่งที่กระทบต่อความมั่นคง สิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งก็มีบทลงโทษไว้ ส่วนดาวเทียมมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยมีไอซีทีเป็นแกนหลัก
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในการตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ล่าสุดรัฐมนตรีไอซีทีได้กำชับให้เร่งขยายสาขาไปในห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยอาศัยการเกลี่ยบุคลากรเพื่อไม่ให้เป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายมากเกินไป รวมถึงการสร้างบริการใหม่ที่อิงกับการท่องเที่ยว เช่น โครงการตู้ไปรษณีย์ใน 14 แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่สุดของไทย โดยเร่งประชาสัมพันธ์บริการที่มีให้ประชาชนรับทราบ
ขณะที่นายสนาม พรหมคุณ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทไปรษณีย์ไทย ได้ร้องเรียนใน 3 ประเด็นคือ ต้องการให้รัฐมนตรีไอซีทีติดตามความคืบหน้าเรื่องการแปรสภาพบริษัทไปรษณีย์ไทยกลับมาเป็น "การไปรษณีย์แห่งประเทศไทย" การปรับปรุงอำนาจบริหารงานของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีหลายเรื่องต้องเสนอให้ ครม.อนุมัติ ทำให้การบริหารงานไม่คล่องตัว และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ฉบับใหม่ ซึ่งสหภาพต้องการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มากกว่ายกเลิกเพื่อนำฉบับใหม่มาใช้
"แต่ละประเด็นทางสหภาพได้เสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 4 เดือนก่อน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเก่าที่รัฐบาลเก่าได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบแล้ว รอให้รัฐมนตรีพิจารณาเท่านั้น""ทีโอที" เปิดตัว "ไวแมกซ์" อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 20 กิโลเมตรทดแทน"ไวไฟ"เพื่อขายบริการให้ผู้ใช้ในราคาถูก ยังใช้ได้ดีกับคนที่อยู่ตามป่าตามเขา มีสมรรถภาพดีกว่าดาวเทียมสร้างชุมชน"ไอทีซิตี้"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "มติชน" ว่าทีโอทีจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเครือข่ายไร้สายเทคโนโลยี "ไวแมกซ์" (Wi-Max) ในย่านความถี่ 2.3 GHz ซึ่งเป็นความถี่ในย่านมาตรฐานและมีความถี่พร้อมให้บริการแล้ว โดยมั่นใจว่าจะสามารถให้บริการด้วยคุณภาพที่ดี
นายวรุธกล่าวว่า ที่ทีโอที มีความมั่นใจว่าจะเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ นอกจากความพร้อมด้านการลงทุนที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นผลมาจากการทดสอบการให้บริการในโครงการศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 80 พรรษา ซึ่งโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นโครงการต้นแบบ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม ซึ่งผลการใช้งานปรากฏว่าเป็นที่น่าพอใจ
ดังนั้น บริษัททีโอที จึงต้องการเปิดให้บริการ ไวแมกซ์ ในพื้นที่อื่นๆต่อไปในรูปของการพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การจะเป็นเชิงพาณิชย์ได้ ต้องผ่านการทดสอบในอีกหลายพื้นที่ ตอนนี้ได้ทดลองเปิดใช้งานไวแมกซ์ในพื้นที่ อาทิ ภาคตะวันออกที่ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.มหาสารคาม และในอนาคตคาดอันใกล้นี้จะไปเปิดทำการทดลองที่ จ.ขอนแก่น
"การทดลองดังกล่าวเป็นการทดลองในเรื่องของอุปกรณ์การใช้งาน เพื่อจะดูว่าอย่างไหนมีประสิทธิภาพได้ผลดีที่สุด และที่สำคัญคือมีราคาถูก เป็นการจูงใจลูกค้าให้ผู้ใช้บริการจะได้ใช้เทคโนโลยีชนิดนี้ถูกลง" นายวรุธกล่าว
นายวรุธกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการสรุปผลการทดลองเปิดให้บริการไวแมกซ์ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรีแล้ว ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก สามารถใช้ไวแมกซ์ ทดแทนการใช้ไวไฟ ( WiFi ) ได้ในระยะทางที่ห่างกัน เพราะไวไฟ ระยะทางสั้น ไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า แต่ ไวแมกซ์สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 20 กิโลเมตรขึ้นไป ดังนั้น เราจึงรื้อถอนที่ชลบุรีแล้ว เพื่อไปทดลองในจังหวัดอื่นต่อไป โดยจะไปทดลองที่ จ.ขอนแก่น ในเร็วๆ นี้ โดยใช้อุปกรณ์คนละยี่ห้อกับที่ชลบุรี ทั้งนี้ จะได้ทดสอบว่าอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ไหนจะเป็นประโยชน์กับทีโอทีมากที่สุด
" สิ่งที่ต้องการคือต้นทุนต้องไม่สูง เพื่อมาขายบริการให้ผู้ใช้ในราคาถูกได้ ซึ่งการทดลองที่ผ่านมา เสถียรมากขึ้น เร็วมากขึ้น สามารถเปิดบริการเชิงพาณิชย์ได้ และมั่นใจว่าจะสามารถให้บริการด้วยคุณภาพที่ดี" นายวรุธกล่าว
นายวรุธกล่าวอีกว่า สำหรับเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเครือข่ายไร้สาย "ไวแมกซ์" (Wi-Max) มีคุณภาพกว่าการเชื่อมต่อไร้สายอย่างอื่น ความเร็วอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งที่ทดลองเปิดใช้อยู่มีประมาณ 2 เมกะบิต แต่อาจจะเร็วขึ้นได้โดยการขยายเน็ตเวิร์คให้ใหญ่ขึ้น ไวแมกซ์ยังใช้ได้ดีกับคนที่อยู่ตามป่าตามเขา แม้แต่เข้าป่าไป 10 กิโลเมตร ยังสามารถใช้ได้ อีกทั้งยังมีสมรรถภาพดีกว่าดาวเทียม เพราะไม่ต้องยิงมาไกลเหมือนดาวเทียม
นายวรุธกล่าวว่า โครงการนี้หากผ่านขั้นตอนของการทดลองแล้ว และมีการเปิดให้บริการไวแมกซ์ในจังหวัดต่างๆ จะทำให้เกิดความรวดเร็วสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะสามารถใช้ได้ทั้งในและนอกอาคาร รวมทั้งระยะทางที่ไกลมากขึ้น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ สถานศึกษา ร้านค้า บ้านพักอาศัย ติดตั้งให้ใช้งานกับโน้ตบุ๊กที่สถานศึกษา สำนักงานที่ดิน บริษัทเอกชน และแบบชนิดติดรถยนต์ สามารถใช้ได้หมดเรียกว่าเป็น "ไอทีซิตี้" ได้เลยทีเดียว
"ระบบไวแม็กซ์คาดว่าน่าจะเปิด TOR ประมูลหาผู้ดำเนินการได้ภายในปี 2552 นี้ ถ้าไม่มีอะไรติดขัดในเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับที่ กทช.กำหนดไว้ โดยเน้นในต่างจังหวัด ตามชนบท โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ส่วนกรุงเทพฯมีทางเลือกที่หลากหลายอยู่แล้ว" นายวรุธกล่าว
สำหรับบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีคลื่นความถี่ 2.3 GHz ที่พร้อมใช้ให้บริการไวแมกซ์ ในย่านความถี่ 2.5 GHz ได้ทันที อีกทั้งทีโอทียังมีฐานลูกค้าในมือที่พร้อมใช้บริการแล้วกว่า 200,000 ราย ให้เป็นไปในทางเดียวกัน จากเดิมที่ผู้ให้บริการตกลงกันเองจนเกิดกรณีพิพาทขึ้น โดยใช้สูตรคณิตศาสตร์ และให้โอเปอร์เรเตอร์ทุกรายส่งรายละเอียด พร้อมคำนวณราคาตามจริง ขณะที่ รมว.ไอซีที เตรียม้ยี่ยม กทช. 25 พ.ค.นี้...
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าววานนี้ (13 พ.ค.)ภายหลังการประชุมคณะกรรมการ หรือบอร์ด ว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบออกสูตรการคำนวณอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายแบบอินเทอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ หรือ ค่าไอซี เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จากเดิมจะเป็นในรูปแบบที่ผู้ให้บริการได้ตกลงกันเองจึงทำให้มีกรณีข้อพิพาทเกิดขึ้นอย่างในปัจจุบัน
เลขาฯ กทช. กล่าวต่อว่า กทช.มีการประกาศให้ผู้ให้บริการทุกรายรับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้ทยอยส่งข้อมูลที่เป็นจริงมายังกทช.พิจารณาค่าไอซีให้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถใช้สูตรที่กทช.กำหนดพร้อมกันทั้งหมดได้ในปี 2553 หรือปีหน้า โดยมีเป็นสูตรคณิตศาสตร์ และได้ให้โอเปอร์เรเตอร์ทุกรายส่งรายละเอียด ทั้งค่าโครงข่ายการลงทุน ให้เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการ เพื่อการคำนวณราคาให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
นายสุรนันท์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 25 พ.ค.2552 ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที จะมาเยี่ยมการทำงานของ กทช. และมอบนโยบายการทำงานอย่างเป็นทางการด้วยเผยต้องเลื่อนจากเดิม 10 วัน คาดเปิดประมูลไลเซ่นส์ได้เดือนต.ค.จากเดิมที่ต้องเปิดเดือน ก.ย.ชี้ ต้องการที่ปรึกษามีความสามารถและประสบการณ์ด้านการประมูล ย้ำให้ไลเซ่นส์กับผู้ให้บริการ 4 รายเท่าเดิม ลั่นราคาไลเซ่นส์อิงตามภาวะเศรษฐกิจ...
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวถึงความคืบหน้าการสรรหาที่ปรึกษาวิธีการประมูล 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ ว่ามีบริษัทต่างประเทศที่สนใจประมาณ 5 บริษัท เช่น บริษัทในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ โดย กทช.จะใช้เวลาออกแบบเงื่อนไข (ทีโออาร์) การประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3 จี ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดยเบื้องต้นกทช.ได้กำหนดงบประมาณสำหรับการว่าจ้างไว้ 5-15 ล้านบาท และจะใช้วิธีการยื่นซองประมูลให้ กทช.พิจารณา อย่างไรก็ตาม กำหนดเวลาเดิมจะต้องยื่นคุณสมบัติของบริษัทฯที่ปรึกษาให้คณะกรรมการ กทช.พิจารณาในวันที่ 20 เมษายน 2552 นั้นจะต้องเลื่อนไปอีก 10 วัน เนื่องจากสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนแปลง
นายสุรนันท์ กล่าวต่อว่า การว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาอาจส่งผลให้การเปิดประมูล 3 จีของกทช.เ
ลื่อนออกไปเล็กน้อย จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในเดือนกันยายน ต้องเลื่อนไปเป็นเดือนตุลาคม แต่ถือว่ายังอยู่ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดคือไม่เกินไตรมาส 3 ของปี2552 สำหรับเงื่อนไขของผู้ได้รับใบอนุญาต ทั้ง 4 ราย นั้น กทช.ยังคงยืนยันตามมติเดิม เนื่องจากมีความเหมาะสมกับจำนวนคลื่นความถี่ที่มีอยู่จำนวน 45 เมกะเฮิรต์ซ ทั้งนี้ กทช.จะพยายามให้ใบอนุญาต 3 จีทันตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะโครงการ 3 จีถือเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยที่สุด และยังมีอัตราเติบโตอยู่
"ประเด็นเรื่องข้อมูลการประมูลแม้กทช.จะศึกษาไปบ้างแล้ว แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้น กทช.จึงต้องมีความรอบคอบอย่างมากในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพราะไม่ใช่แค่ให้เพียงปีเดียว นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังส่งผลกระทบกับบริษัทที่จะเข้าประมูล ทั้งจำนวนลูกค้า รวมถึงค่าไลเซ่นส์ที่ต้องอ้างอิงตามภาวะเศรษฐกิจด้วย" นายสุรนันท์ กล่าวทรูมูฟมั่นใจ ธุรกิจนอนวอยซ์ โตสวนกระแสเศรษฐกิจ ตั้งเป้ามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 15 % ของรายได้รวม เผยปัจจุบันมีตัวเลขผู้ใช้งานนอนวอยซ์ สม่ำเสมอ 2 ล้านราย ชี้ ระบบโทรศัพท์มือถือ 3G เป็นปัจจัยหลักช่วยกระตุ้นให้มีการเติบโต มั่นใจขนาดตลาดนอนวอยซ์ยังมีให้ตักตวงอีกมหาศาล
นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรูมูฟ เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางชะลอตัว แต่ทรูมูฟยังเชื่อว่าบริษัทจะสามารถเติบโตในอัตราตัวเลขหนึ่งหลักโดยเฉพาะรายได้จากบริการนอนวอยซ์ที่ยังจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอน เนื่องจากพบว่าตัวเลขรายได้จากบริการนอนวอยซ์ของทรูมูฟในปีที่ผ่านมามีเพียง 12-13% ของรายได้รวมทั้งหมด ทำให้คาดว่าในปีนี้รายได้จากนอนวอยซ์จะเพิ่มเป็น 15% ของรายได้รวมทรูมูฟ
“ตัวเลขดังกล่าวเติบโตอย่างน่าจับตาเพราะก่อนหน้านี้ 1-2 ปีตัวเลขรายได้นอนวอยซ์ของทรูมูฟยังอยู่ไม่ถึง 10 % การเติบโตของธุรกิจนอนวอยซ์ แสดงให้เห็นว่าปีนี้ทรูมูฟจะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวปัจจุบันทรูมูฟมีฐานลูกค้าประมาณ 14 ล้านราย และมีลูกค้า 2 ล้านรายที่ใช้บริการด้านคอนเทนต์ อย่างสม่ำเสมอ”นายสุภกิจกล่าว
อย่างไรก็ตามสาเหตุที่เป็นตัวกระตุ้นให้ธุรกิจนอนวอยซ์สามารถเติบโตได้ต่อเนื่องและมีโอกาสเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด คือ ระบบโทรศัพท์มือถือ 3G และปริมาณคอนเทนต์ในประเทศมีมากยิ่งขึ้น โดยตัวเลขรายได้นอนวอยซ์ของทรูมูฟยังถือว่าต่ำมากหากเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในต่างประเทศที่มีรายได้จากธุรกิจนอนวอยซ์ราว 30-40 % ของรายได้รวมแสดงให้เห็นว่าตลาดนอนวอยซ์ของทรูมูฟ และประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อีกและมีขนาดตลาดที่ใหญ่มาก
สำหรับรายได้จากบริการด้านวอยซ์นั้นเชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางอิ่มตัวหรือคงที่ เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในประเทศใกล้จะเต็ม 100 % แล้ว แต่เชื่อว่าปริมาณการใช้งานของลูกค้าจะไม่ตกลงแม้จะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในระยะนี้ และในระยะยาวก็เชื่อว่าการใช้งานวอยซ์จะยังทรงตัวต่อเนื่องไม่ปรับตัวลดลง เพราะโทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคน
ก่อนหน้านี้นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มทรูได้ลดเงินลงทุนลงราว 15 % เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจประเทศไทยที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มทรูจะพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบ และจะใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งปกติกลุ่มทรูจะต้องเพิ่มงบลงทุนประมาณ 7-8 % ต่อปีเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและจำนวนลูกค้าในกลุ่ม
เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับภาวะเศรษฐกิจ ทรูได้ลดงบประมาณการลงทุนในกลุ่มลง 15 % ด้วยการตัดงบประมาณที่ไม่มีความจำเป็น ออกไป การพิจารณาการลงทุนจะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น”นายศุภชัยกล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มทรูในปีนี้ยังมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้แต่เป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก โดยปีที่ผ่านมา กลุ่มทรูเติบโตเพียงเล็กน้อยราว 0.2 % ซึ่งในส่วนของทรูมูฟ ในปีที่ผ่านมาการใช้งานคอนเทนต์ของลูกค้าเติบโตขึ้นถึง 10 % และมีฐานลูกค้ารวมถึง 14 ล้านคนมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านราย ส่วนปีนี้คาดว่าในแง่ลูกค้าจะเติบโตได้ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา ส่วนคอนเทนต์นั้นจะยังเติบโตต่อเนื่อง จีเอสเอ็มเอ แถลงการณ์ชมรัฐบาลเวียดนาม เกาะติดขบวนไวแม็กซ์อาเซียน กรุยทางประชากรเข้าถึงโลกบรอดแบนด์ เตือนไทยรั้งท้ายแล้ว
สมาคมจีเอสเอ็มเอ (GSMA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สายทั่วโลก ออกแถลงการณ์ว่า เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลเวียดนามบุกเบิกเครือข่ายโมบาย บรอดแบนด์ (ไวแม็กซ์) ในเวียดนาม และมีแผนเปิดให้บริการตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป เพื่อรองรับความต้องการเครือข่ายบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว
นายริคาร์โด ทาวาเรส รองประธานอาวุโสฝ่ายนโยบายสาธารณะ สมาคมจีเอสเอ็มเอ กล่าวผ่านแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นก้าวย่างสำคัญยิ่งของเวียดนาม ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม โดยถือเป็นการบุกเบิกบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศซึ่งประชากรกว่า 66% มีโทรศัพท์มือถือใช้ แต่มีเพียง 3% ที่สามารถใช้เครือข่ายบรอดแบนด์ที่บ้านได้
ปัจจุบันไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังไม่มีการให้บริการบรอดแบนด์บนอุปกรณ์มือถือ ในขณะที่การวิจัยหลายสำนักพบว่าเครือข่ายบรอดแบนด์ ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น ดังนั้นเราจึงหวังว่าไทยจะอ้าแขนรับเครือข่ายโมบายล์บรอดแบนด์เช่นเดียวกับที่เวียดนามทำ” นายทาวาเรสกล่าว
ทั้งนี้ บริษัท 4 แห่งที่ได้รับอนุญาตให้ให้บริการเครือข่ายโมบาย บรอดแบนด์ ในเวียดนาม ประกอบด้วย เวียดเทล, วินาโฟน, โมบิโฟน และบริษัทหุ้นส่วนอีวีเอ็น เทเลคอม และฮานอย เทเลคอม
ขณะที่ รายงานข่าวระบุว่า นอกเหนือจากได้รับอนุญาตให้บริการไวแม็กซ์แล้ว บริษัททั้ง 4 รายยังได้รับใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี ในเวียดนามด้วย
ก่อนหน้านี้ บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชั่น ยังได้เปิดเผยผลการศึกษาถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่ประเทศในอาเซียนจะได้รับหากมีการจัดสรรคลื่นและให้ใบอนุญาตบริการไวแม็กซ์ ซึ่งสะท้อนว่ายิ่งมีขนาดประชากรมาก ก็จะยิ่งกระตุ้นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มาก
ผลการศึกษาดังกล่าวครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย คาดว่าจะเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจซึ่งรวมถึงค่าใบอนุญาต 1,066 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 407 ล้านดอลลาร์, เวียดนาม 387 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 125 ล้านดอลลาร์ ส่วนประเทศไทยนั้น หากจัดสรรคลื่นและให้ใบอนุญาตในช่วงนี้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 284 ล้านบาท แต่หากยิ่งช้าตัวเลขนี้จะลดลงเรื่อยๆ แต่ละปี
นอกจากนี้ ใบอนุญาตใหม่ยังจะช่วยสร้างมูลค่าส่วนเกินที่เกิดจากการใช้งานของผู้บริโภค โดยอินโดนีเซีย คาดว่าตัวเลขจะอยู่ในระดับ 19,197 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 7,330 ล้านดอลลาร์, เวียดนาม 6,966 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 2,246 ล้านดอลลาร์ และไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 5,106 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลที่อินเทล แคปิตอล เข้าไปร่วมลงทุนไวแม็กซ์ในประเทศต่างๆ และอยู่บนพื้นฐานของการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ เป็นใบอนุญาตแบบทั่วประเทศ และแต่ละรายได้รับการจัดสรรแถบความถี่รายละ 30 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่จะสอดคล้องกับการคืนทุนภายใน 6.5 ปีรอกันมาข้ามปีในที่สุดทางการเวียดนามก็ได้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 4 ราย เพื่อพัฒนาให้บริการ 3G หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ "ยุคที่ 3" โดยมีอายุสัญญาใหม่ 15 ปี ส่วนอีก 2 รายที่เหลือไม่ได้รับใบอนุญาต
ผู้ให้บริการทั้งสี่รายคือ โมบิโฟน (MobiPhone) กับวินาโฟน (Vinaphone) โดยเจ้าของเดียวกันคือ รัฐวิสาหกิจไปรษณีย์และโทรคมนาคม เวียดเทล (Viettel) ของกองทัพประชาชน และ อีกข่ายหนึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันระหว่างฮานอยเทเลคอมกับอีวีเอ็นเทเลคอม (EVN Telecom) ซึ่งรายหลังนี้เป็นของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเวียดนาม
กระทรวงโทรคมนาคมและสารสนเทศเวียดนามกล่าวว่า ได้ใช้เกณฑ์สำคัญหลายประการในการออกใบอนุญาต คือ พิจารณาจากเครือข่ายที่ครอบคลุม จากระยะเวลาที่เสนอเกี่ยวกับการเริ่มให้บริการใหม่นี้ รวมทั้งค่าตอบแทนทางธุรกิจที่เสนอจ่ายให้แก่รัฐ และ ภายใต้เกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ข่ายเวียดเทล ได้รับคะแนนสูงสุด ตามด้วยวินาโฟนกับโมบิโฟนตามลำดับ
กระทรวงนี้กล่าวอีกว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตทั้งสี่รายได้ให้คำมั่นแก่ทางการจะลงทุนรายละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาระบบและขยายเครือข่ายภายใน 3 ปีแรกที่เปิดให้บริการ รวมทั้งยังจะต้องวางเงินค้ำประกันไว้กับกระทรวงฯ อีกจำนวนหนึ่งด้วย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงโทรคมนาคมฯ กล่าวอีกว่า การพัฒนาระบบ 3G สอดคล้องกับการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของทั่วโลกและเวียดนามก็เป็นหนึ่งในบรรดาสมาชิกองค์การกค้าโลก
ผู้ให้บริการทุกรายมีเวลาอีก 3 เดือนสำหรับดำเนินการตามขบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับการติดตั้งระบบ การจัดเก็บค่าบริการ วางเงินมัดจำและอื่นๆ ทั้งนี้เป็นรายงานของสื่อทางการเวียดนาม
ทางการยังได้กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ภายในเวลา 9 เดือน และยังไม่สามารถขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยได้ 10% ทั่วประเทศภายใน 24 เดือนข้างหน้า หนังสือพิมพ์ไซ่ง่อนไทมส์ฉบับภาษาอังกฤษที่ออกในนครโฮจิมินห์กล่าว
ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการขณะนี้ข่ายโทรศัพท์ทั้ง 6 แห่งในประเทศ มีผู้ใช้โทรศัพท์รวมกันกว่า 70 ล้านคน โดยเวียดเทลเป็นอันดับ 1 มีจำนวนผู้ใช้ 26 ล้านคน เท่าๆกับโมบิเทล อันดับ 3 ได้แก่วินาโฟนซึ่งมีผู้ใช้บริการราว 20 ล้านคน
ประมาณสองในสามของประชากรเวียดนาม กว่า 86 ล้านคนเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าทำให้ความต้องการใช้ระบบสื่อสารที่มีความเร็วสูงเพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ และระบบ 3G สามารถสนองความต้องการของประชาชากรวัยหนุ่มแน่นเหล่านี้ได้ เพราะสามารถส่งอีเมล์ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ท ส่งจ้อมูลที่เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ ฯลฯ
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเวียดนามมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ในช่วงหลายปีมานี้ และ คาดว่ามูลค่ารวมจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2553 นี้ ท่ามกลางการแข่งขันอย่างสูง
ที่ผ่านมาผู้ให้บริการในเวียดนามทุกค่ายต่างส่งเสริมการขายด้วยการลดค่าใช้บริการลงจนต่ำเกือบระดับเท่าทุน กลยุทธนี้ได้ทำให้เวียดเทล ที่เริ่มให้บริการเมื่อปี 2549 สามารถแซงหน้าเจ้าตลาดอย่างโมบิโฟนกับวินาโฟนได้
เมื่อต้นปีนี้เวียดเทลได้ขยายการให้บริการเข้าสู่ลาวโดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับนักลงทุนในท้องถิ่น ต่อมาได้ขยายเข้าสู่กัมพูชาอีกทางหนึ่ง ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่กว่า ซึ่งรวมทั้งการวางข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงครอบคลุมทั่วประเทศด้วย
ตามตัวเลขของกระทรวงวางแผนและการลงทุน ในสิ้นปี 2551 เวียดนามมีผู้ใช้โทรศัพท์ประเภทบอกรับเป็นสมาชิกจำนวน 75.5 ล้านคนในนั้น 81% หรือ กว่า 61 ล้านคนเป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ตัวเลขที่ผู้ให้บริการรายต่างๆ ทยอยประกาศออกมานั้นสูงกว่าตัวเลขของทางการมาก
กลุ่มเวียดเทลผู้ให้บริการน้องใหม่ได้ทะยานขึ้นเป็นเครือข่ายระบบจีเอสเอ็มที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากอย่างรวดเร็ว โดยใช้นโยบายแข่งราคาส่งเสริมการขาย-การตลาดมาตลอด ซึ่งได้ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ แม้จะมีรายได้ไม่สูงก็ตาม
อย่างไรก็ตามเจ้าตลาดเก่าคือ โมบิเทลกับวินาโฟน ยังคงโต้แย้งการกล่าวอ้างของเวียดเทล ระบุว่าการมีผู้ใช้บริการมากกว่ายังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดสำหรับการเป็นผู้ให้บริการชั้นนำ
โมบิโฟนกล่าวว่าจำนวนผู้ใช้บริการมิได้สะท้อน "ความสมบูรณ์" ของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สิ่งนี้ควรจะวัดกันด้วยความพึงพอใจของลูกค้าต่อบริการที่ได้รับ คุณภาพการให้บริการ รวมทั้งรายรับเฉลี่ยจากค่าบริการต่อคนและจำนวนเงินภาษีที่เสียให้แก่รัฐด้วย
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกล่าวว่า ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เวียดนามกำลังใกล้ถึงจุดอิ่มตัวเข้าไปทุกที แต่อีกจำนวนหนึ่งโต้แย้งว่า ต้องรอดูการตอบสนองของตลาดต่อบริการยุค 3G อีกครั้งหนึ่ง
แต่ที่แน่ๆ คือ ทุกฝ่ายยอมรับกันว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เวียดนามได้พัฒนาไปพร้อมกับคุณภาพในการให้บริการ กับการแข่งขันที่ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ผู้ให้บริการทั้ง 6 รายกลับต้องลำบาก
ผู้บริหารของวินาโฟนกล่าวว่า บริษัทสามารถแข่งราคากับใครก็ได้ แต่ทุกอย่างก็จะเหมือนกันหมดกล่าวคือ ระหว่างที่มีโปรโมชั่นราคา ยอดขายก็จะพุ่งขึ้นแบบติดจรวด แต่จำนวนก็จะลดวูบลงทันที่เมื่อหมดโปรโมชั่น ผู้ใช้จำนวนมากเลิกใช้และหันไปหาบริการอื่น
ตามตัวเลขของกระทรวงโทรคมนาคมฯ สามเครือข่ายใหญ่ร่วมกันครองตลาดถึง 30% จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์ทุกประเภทเมื่อสิ้นปี ทำให้ประชากรทุก 100 คน ในนั้น 82 คนมีโทรศัพท์ใช้งานซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง
แต่ตัวเลขของข่ายผู้ให้บริการที่ทยอยประกาศออกมาในปลายปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มีรวมกันทั้งหมดกว่า 80 ล้านคน เป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร. ชาวเวียดนามกำลังจะได้ใช้งาน 3G บนไอโฟนและอุปกรณ์นานาชนิดแล้ว
รัฐบาลเวียดนามประกาศให้ใบอนุญาต 4 บริษัทเทเลคอมเพื่อให้บริการเครือข่ายข้อมูลโทรศัพท์มือถือยุคที่สามหรือ 3G ก่อนประเทศไทย โดย 4 บริษัทได้แก่เวียดเทล (Viettel) โอเปอเรเตอร์โทรคมนาคมของกองทัพเวียดนาม, ไวนาโฟน (Vinaphone) โอเปอเรเตอร์ของรัฐบาลเวียดนาม, โมบิโฟน (MobiFone) ซึ่งกำลังจะแปรรูปเป็นบริษัทเอกชน และกองทุนร่วมระหว่างฮานอยเทเลคอม (Hanoi Telecom) และอีวีเอ็นเทเลคอม (EVN Telecom)
การให้ไลเซนส์ของรัฐบาลเวียดนามนั้นทำบนข้อแม้ว่า โอเปอเรเตอร์ที่ได้ไลเซนส์ไปจะต้องสร้างความแน่ใจว่าสามารถเติมเต็มความต้องการด้านเครือข่ายและอุปกรณ์ตามที่ระบุในใบอนุญาตได้จริงภายใน 3 เดือน และจะต้องเริ่มให้บริการหลังจากนั้นไม่เกิน 9 เดือน โดยกระทรวงการสารสนเทศและการสื่อสารหรือ Ministry of Information and Communications (MIC) ของเวียดนามให้ข้อมูลว่าการให้ใบอนุญาตครั้งนี้เป็นการอนุมัติ 4 โอเปอเรเตอร์จากที่ขอมาทั้งหมด 6 ราย
ตามข้อมูลจากสำนักข่าวแห่งชาติเวียดนามนิวส์ (Vietnam News) ปัจจุบันเวียดนามมีสมาชิกผู้ใช้บริการโทรศัพทฺ์เคลื่อนที่มากกว่า 70 ล้านคนแล้วในขณะนี้ โดยเวียดเทลและโมบิโฟนกินสัดส่วนตลาดใหญ่รายละ 26 ล้านคน ขณะที่ไวนาโฟนมีส่วนแบ่ง 20 ล้านคน
หลายเสียงเชื่อว่าบริการ 3G มีโอกาสเติบโตสูงมากในตลาดเวียดนาม เนื่องจากข้อมูลระบุว่า ประชากรราว 2 ใน 3 ของเวียดนาม (คิดเป็นคนจำนวน 86 ล้านราย) เป็นกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี โดยคนกลุ่มนี้เองที่มีความต้องการบริการรับส่งข้อมูลมัลติมีเดียความละเอียดสูงและบริการมีเดียอื่นๆ ซึ่งเหมาะใช้งานบนเครือข่ายข้อมูล 3G ที่ต้องการการรับส่งข้อมูลอีเมลและวีดีโอความเร็วสูง
มีการประเมินด้วยว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของเวียดนามในปีนี้จะเติบโตในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เชื่อว่าจะแตะระดับ 7 พันล้านเหรียญได้ในปี 2010 หรือปีหน้า