อัลคาเทล-ลูเซ่นเผยเศรษฐกิจฝืดส่งผลผู้ให้บริการมือถือคิดหนักเรื่องควักเงินลงทุน 3 จี แต่การันตีผลตอบแทนสุดคุ้ม เผยไทยลงทุนช้าเป็นข้อดีเทคโนโลยีราคาถูก เสถียรและใช้งานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น แถมมีลูกค้าใช้ไอ-โฟนเป็นฐานรอใช้ 3จีอยู่แล้ว ชี้ยุโรป อเมริกาหนุนใช้เทคโนโลยีฟื้นประเทศ รัฐบาลไทยน่าจะเห็นความสำคัญ
นายลอฮอง แปร์ช หัวหน้าฝ่ายโซลูชันสำหรับลูกค้า แผนกโซลูชันและการตลาด บริษัท อัลคาเทล-ลูเซ่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลต่อการลงทุน 3จีในประเทศไทยทั้งในแง่บวกและแง่ลบ โดยในแง่ลบคือการหาเงินลงทุนของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยที่ต้องมีการพิจารณาจ่ายเงินลงทุนอย่างรอบคอบ ประกอบกับการจัดหาเงินลงทุนเป็นเรื่องที่ยากในยุคนี้
ส่วนในแง่บวก 3จีจะมีส่วนเข้ามาช่วยสร้างรายได้ของทุนธุรกิจต่างๆให้เพิ่มสูงขึ้น เช่น ธุรกิจคอนเทนต์โพรวายเดอร์ เอสไอ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาโปรดักส์และการติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วขึ้นทั้งยังเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ประเทศไทย เพราะการมีเทคโนโลยี 3จี จะช่วยให้บริษัทยักษ์ในโลกตัดสินใจมาตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศสูงขึ้นเพราะมีเทคโนโลยีความเร็วสูงไร้สายเอื้อแก่การทำธุรกิจ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ในแง่ความล่าช้าของ 3จีในประเทศไทย หากมองในแง่ร้ายประเทศไทยอาจจะกลายเป็นประกาศสุดท้ายในภูมิภาคอาเซียนที่ได้ใช้ 3จี แต่หากมองในแง่บวกก็ถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะแนวโน้มราคาลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับโซลูชันสำหรับการให้บริการ 3จีมีคุณภาพและมีเสถียรภาพดีกว่ายุคต้นทั้งสามารถยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้น ในด้านของเครื่องลูกข่ายในตลาดก็มีออกมารองรับมากยิ่งขึ้นราคาปรับตัวลดลง ในขณะเดียวกันในประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องไอ-โฟน 3จีมาใช้งานซึ่งเป็นของดีหากไทยมีการลงทุน 3จีผู้ให้บริการมือถือไทยก็จะมีลูกค้ารองรับทันที
ด้านนายเดิร์ก วอลเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัลคาเทล-ลูเซ่น กล่าวว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอแต่รัฐบาลของประเทศแถบยุโรปและอเมริกากลับให้ความสำคัญและส่งเสริมให้มีการนำบรอดแบนด์มาช่วยในการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกันเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะเห็นถึงความสำคัญผลักดันการนำ 3 จีเป็นช่องทางสนับสนุนการพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
อย่างไรก็ดี ในภูมิภาคเอเชียนี้ มีประเทศไทย เวียดนาม และบังกลาเทศที่อยู่ระหว่างรอใบอนุญาต 3จี ซึ่งคาดว่าจะมีการออกใบอนุญาตใน 3 ประเทศภายในปลายปีนี้พร้อมกัน ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ทันปลายปีนี้ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศสุดท้ายของภูมิภาคที่ไม่มีการลงทุน 3จี สำหรับบังกลาเทศในปีที่ผ่านมาได้มีการลงทุนไวแมกซ์ไปเรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าปีนี้ใบอนุญาต 3จีในบังกลาเทศจะแล้วเสร็จแน่นอน
ทั้งนี้ ประเทศไทยควรจะมีการลงทุนในทุกเทคโนโลยี ทั้ง 3จี ไวแมกซ์ บรอดแบนด์ทางสายเคเบิล เพื่อช่วยกระจายการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึงเนื่องจากตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังต่ำมาก อยู่ที่ 2.20 % ต่ำกว่าเวียดนามที่มีตัวเลขผู้ใช้บรอดแบนด์ 2.80 % ซึ่งตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าอีกยาวนานกว่าประเทศไทยจะมีจำนวนผู้ใช้งานเท่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้ใช้งานจะครบ 100%บริษัทวิจัยตลาดเชื่อ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือ Broadband จะสามารถทำรายได้จากบริการเชื่อมต่อทางโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในปี 5 ปีข้างหน้า มั่นใจตลาดปี 2014 มูลค่าตลาดโมบายล์บรอดแบนด์แตะระดับ 1.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐแน่นอน คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 450 เปอร์เซ็นต์เทียบกับมูลค่าตลาดปี 2008
อย่างไรก็ตาม ในเชิงของสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานเชื่อว่าจะไม่สูงตามไปด้วย เนื่องจากความดุเดือดของสงครามราคาในตลาด ซึ่งผู้ให้บริการแต่ละค่ายต้องแข่งขันกันครองใจผู้ใช้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มตลาดหลักในธุรกิจโมบายล์บรอดแบนด์อนาคต
บริษัทวิจัยโอวัม (Ovum) ระบุว่า จำนวนผู้ใช้โมบายล์บรอดแบนด์บนอุปกรณ์พกพาทั้งจากโทรศัพท์มือถือและแลปท็อปคอมพิวเตอร์ จะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2,000 ล้านคนในปี 2014 เพิ่มขึ้น 1,000 เปอร์เซ็นต์จาก 181 ล้านคนในปี 2008 ซึ่งโอวัมมั่นใจว่าตลาดเอเชียแปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่ผลักดันให้ตลาดเติบโตมากที่สุด
"การเติบโตก้าวกระโดดนี้จะมาจากตลาดเกิดใหม่ (emerging market) สถานที่ที่บรอดแบนด์แบบมีสายเข้าไม่ถึงจะเป็นโอกาสสำคัญให้กับผู้เล่นในตลาดโมบายล์บรอดแบนด์" โอวัมระบุในผลการวิจัย
โอวัมยังระบุว่า เอเชียแปซิฟิกจะกินสัดส่วนตลาดโมบายล์แลปท็อปได้ 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014 ผลจากการใช้งานที่ขยายตัวอย่างมากในประเทศจีนและอินเดีย สองประเทศที่มีประชากรหนาแน่นติดอันดับโลก
แม้ตลาดโมบายล์แลปท็อปจะเติบโตมาก แต่โอวัมยังเชื่อว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากกว่าแลปท็อป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปริมาณการใช้งานโทรศัพท์มือถือที่มีจำนวนสูงกว่าอย่างชัดเจน
เฉพาะในประเทศจีน โอวัมคาดว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือชาวจีนจะมีจำนวน 325 ล้านคนในปี 2013 สูงกว่าผู้ใช้แลปท็อปคอมพิวเตอร์ที่เชื่อว่าจะมีจำนวน 52.5 ล้านคน ทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจว่า โทรศัพท์มือถือจะเป็นอุปกรณ์หลักที่ครองตลาดโมบายล์บรอดแบนด์ในอนาคต ดีแทคเซ็นสัญญาเอ็กซ์คลูซีฟสร้างยุทธศาสตร์พันธมิตรพัฒนาบริการร่วมกับโวดาโฟน ‘ทอเร่’ ชี้การเป็นพันธมิตรการตลาดกับโวดาโฟนจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ดีแทคในการตอบสนองความต้องการลูกค้าทั้งเรื่องส่วนตัวและองค์กร ด้านโวดาโฟนหวังเพิ่มความรับรู้ของแบรนด์โวดาโฟนให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในเอเชีย
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นหรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคและโวดาโฟน ประกาศลงนามข้อตกลงร่วมกันในการเป็นพันธมิตรทางการตลาด (Partner Market) แบบเอ็กซ์คลูซีฟ โดยการเป็นยุทธศาสตร์พันธมิตรในครั้งนี้จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าของทั้งสองฝ่ายในประเทศไทยได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นภายใต้ข้อตกลงนี้ ดีแทคจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงสินค้าอุปกรณ์ และบริการหลากหลายประเภทของโวดาโฟนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังจะได้ประโยชน์จากประสบการณ์ของโวดาโฟนทางด้านการบริหารซัปพลายเชน (Supply Chain Management) การพัฒนาเทคโนโลยี การเพิ่มกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ และการพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายอีกด้วย
ส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ คือโวดาโฟนจะใช้เครือข่ายของดีแทคในการให้บริการโรมมิ่งทั้งด้านเสียง (voice) และข้อมูล (data) แก่ลูกค้าของโวดาโฟนที่เดินทางมาประเทศไทย นอกจากนี้ทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันในการให้บริการลูกค้าองค์กรระดับโลก (Global Enterprise Customers) ของโวดาโฟนซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน โวดาโฟนจะให้บริการโรมมิ่งที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านเสียงและข้อมูลแก่ลูกค้าดีแทคที่เดินทางไปยังประเทศต่างๆ กว่า 67 ประเทศทั่วโลก
“การเป็นพันธมิตรร่วมกับโวดาโฟนจะช่วยให้ลูกค้าของดีแทคได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงเครือข่ายมือถือระหว่างประเทศชั้นนำระดับโลก ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถรักษาความได้เปรียบในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการในประเทศที่สามารถให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าชาวไทย ความร่วมมือครั้งนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งลูกค้าและผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายรูปแบบการให้บริการ และยังช่วยให้สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นายทอเร่กล่าว
การเพิ่มประเทศไทยเข้าเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการตลาดในครั้งนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่โวดาโฟนในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้โวดาโฟนมีพันธมิตรทางการตลาดในภูมิภาคนี้แล้ว ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเชีย และศรีลังกา อีกทั้งยังมีการลงทุนในประเทศอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน และฟิจิ ด้วย
นายฮาเทม โดวิดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้าน Partner Markets ของโวดาโฟน กล่าวว่า ข้อตกลงกับดีแทคในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้กับโวดาโฟนและเพิ่มความรับรู้ของแบรนด์โวดาโฟนให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในเอเชีย ขณะเดียวกัน ยังเป็นการนำสินค้าของบริษัทไปสู่ตลาดเป้าหมายหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบัน การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีลูกค้าโวดาโฟนจำนวนมากขึ้นที่ต้องการใช้บริการโรมมิ่งทั้งภายใน และภายนอกภูมิภาคนี้ นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ ทรู ออนไลน์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บริษัทวางแผนลงทุนขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ระหว่างปี 2552-2553 ไว้ภายใต้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากที่ผ่านมาเฉลี่ยการลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ งบลงทุนส่วนหนึ่งใช้เพิ่มแบนด์วิธอินเทอร์เน็ต เกตเวย์ สำหรับเชื่อมต่อต่างประเทศ จาก 12 กิกะบิต เป็น 17 กิกะบิต มูลค่า 420 ล้านบาท รองรับการให้บริการบรอดแบนด์ด้วยความเร็ว 8 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งถือว่าสูงสุดในตลาดขณะนี้ พร้อมกับนำเสนอแพคเกจราคา 1,199 บาท สำหรับลูกค้าทรูมูฟ และทรูวิชั่นส์ ส่วนลูกค้าทั่วไปคิดค่าบริการรายเดือน 1,990 บาท
รวมทั้งจัดแพคเกจความเร็ว 3 เมกะบิต สำหรับลูกค้าที่เน้นคอนเทนท์ในประเทศ ในราคา 450 บาท ซึ่งจะใช้เชื่อมต่อเว็บต่างประเทศได้ที่ความเร็ว 128 กิโลบิตต่อวินาที
"อัตราการใช้แบนด์วิธในประเทศเริ่มขยับขึ้นมาเท่าๆ กับการใช้แบนด์วิธต่างประเทศแล้วครึ่งต่อครึ่ง จากช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาใช้แบนด์วิธออกต่างประเทศถึงกว่า 90% ทำให้เราคิดว่าน่าจะมีทางเลือกให้คนที่เน้นโลคัล คอนเทนท์ได้ใช้ของถูก และดี” นายวิเชาวน์กล่าว
เขาระบุว่า บริษัทวางเป้าหมายในการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด ซึ่งแม้จะมีโครงข่ายให้บริการเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ก็มีส่วนแบ่งตลาดแล้วถึงราว 50% จำนวนลูกค้า 6.5 แสนรายเมื่อสิ้นปี 2551
ปัจจุบัน บริการบรอดแบนด์ของทรู มีรายได้เฉลี่ยต่อรายประมาณ 700 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของตลาดซึ่งอยู่ในราว 500 บาท
เขายอมรับว่า สภาพเศรษฐกิจขณะนี้คาดการณ์ตลาดได้ยาก แต่เชื่อว่าปัจจัยที่จะช่วยผลักดันตลาดบรอดแบนด์ดีที่สุดคือ คอนเทนท์ โดยเฉพาะคอนเทนท์ความละเอียดสูงที่กำลังได้รับความนิยม เช่น โซเชียล เน็ตเวิร์คกิ้ง วิดีโอ แชท และวิดีโอ แชร์ริ่ง โดยตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10% ในปีนี้ จากเดิมโต 16%
ด้านนายนนท์ อิงคุทานนท์ ผู้จัดการทั่วไปไวร์-ไลน์ บรอดแบนด์ เซอร์วิส บิสสิเนส บริษัทเดียวกัน กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นงบภายใต้บริษัท “ทรู ยูนิเวอร์แซล คอนเวอร์เจนซ์” โดยเปลี่ยนจากเทคโนโลยีเอดีเอสแอล ซึ่งจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 8 เมกะบิต มาเป็น เอดีเอสแอล พลัส ทู ซึ่งสามารถให้บริการความเร็วสูงถึง 24 เมกะบิต จึงเชื่อว่าจะได้ลูกค้าทั้งจากฐานผู้ใช้บรอดแบนด์ 2 เมกะบิตกว่าแสนรายของทรู รวมถึงจากผู้ให้บริการรายอื่น
ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังมองความเป็นไปได้ที่จะขยายการลงทุนบรอดแบนด์ในต่างจังหวัด คาดว่าจะเริ่มจากพื้นที่หลักๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี
รายงานข่าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้บริษัท ทริปเปิลที ในกลุ่ม บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดตัวบริการบรอดแบนด์ "แม็กซเน็ต" ความเร็ว 3 เมกะบิต ในราคา 590 บาทต่อเดือนทั่วประเทศ สามารถเชื่อมต่อคอนเทนท์ทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เฉลี่ยจากประมาณ 500 บาทเป็น 800 บาทต่อราย และรองรับเป้าหมายยอดลูกค้า 1 ล้านรายปี 2553กทช.จับมือ ITS หน่วยงานวิจัยมันสมองระดับโลก จัดงานสัมมนา ITS Bangkok 2009 ระดมผู้เชี่ยวชาญจาก 10 ประเทศถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการกำกับดูแลการแข่งขันเปิดเสรีโทรคมนาคม หวังเดินทางลัดนำมาปรับใช้กับประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ด้านเลขาฯกทช.เผย วันนี้เสนอแผน USO เฟส 2 แย้มอาจดันบรอดแบนด์ออกพื้นที่ห่างไกล
นายสุธรรม อยู่ในธรรม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เปิดเผยว่า กทช.ร่วมกับ “International Telecommunications Society หรือ ITS จัดงาน ITS Bangkok 2009 ระหว่างวันที่ 2-3 เมษายน 2552 ขึ้น ซึ่งเป็นการประชุมเชิงวิชาการเพื่อผลักดันโครงสร้างพื้นฐานในแวดวงโทรคมนาคมและโครงข่าย โดยงานนี้จะเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์และเผยแพร่มุมมองเชิงวิชาการเกี่ยวกับการกำกับดูแลการแข่งขันในการเปิดเสรีและให้บริการอย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีนักวิชาการระดับโลกกว่า 10 ประเทศ อาทิ สวีเดน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี แคนาดา ออสเตรเลีย ฮ่องกง ไทย เข้าร่วม
สำหรับการสัมมนาดังกล่าวได้กำหนดผู้เข้าร่วมจำนวน 150 คน ประกอบด้วย อาจารย์นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐด้านโทรคมนาคม ด้านพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งกทช.คาดหวังว่าการสัมมนาดังกล่าวจะช่วยให้เกิดแนวทาง บทสรุป ความชัดเจน ถึงการกำกับดูแลการแข่งขัน ทั้งยังช่วยเป็นสื่อในการเผยแพร่ข้อมุมมองเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคมในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ทั้งยังช่วยประชาสัมพันธ์องค์กรในฐานะเจ้าภาพและยังช่วยสร้างความมั่นใจต่อนานาชาติในยุคเศรษฐกิจชะลอตัวอีกด้วย
“ITS เป็นองค์กรที่มีจำนวนสมาชิก ทั่วโลก 400 คน เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อทำวิจัยและวิเคราะห์เกี่ยวกับการวิวัฒนาการด้านสารสนเทศ เน้นความสัมพันธ์กับภาวะเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี กฎระเบียบ การแข่งขัน องค์กร นโยบาย“ นายสุธรรมกล่าว
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการ กทช.เปิดเผยว่า การจัดงานสัมมนาครั้งนี้อาจช่วยให้ กทช. นำกรณีศึกษาจากวิทยากรผู้เชียวชาญระดับโลก มาปรับให้กับการกำกับดูแลประเทศไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยที่เพิ่งเปิดเสรีโทรคมนาคม ได้เพียง 4 ปี
สำหรับการประชุมคณะบอร์ด ในวันนี้( 25มีนาคม52) กทช จะนำเสนอการปรับแผน USO เฟส 2 ซึ่ง กทช.ได้ดำเนินการจัดทำร่วมกับธนาคารโลก หรือ “WORLD BANK” และจะปรับแผนการให้บริการที่ทันสมัยมากขึ้นเช่นการกระจายบริการบรอดแบนด์ไปยังพื้นที่ห่างไกล เพราะปัจจุบันโทรศัพท์มือถือเข้าถึงเกือบทุกพื้นที่ ปัจจุบันมีเงินกองทุน USO ประมาณราว 700-800 ล้านบาท
นอกจากนี้ในการประชุมยังจะมีการเสนอแผน 3 G โดยจะเป็นการนำเสนอคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูล 3 G อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจะสามารถออกใบอนุญาตตามกรอบระยะเวลาคือไตรมาส 3 ของปีนี้ และไม่สามารถกระชับเวลาให้เร็วกว่ากรอบดังกล่าวได้เนื่องจากทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการและเงื่อนไข ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่กลุ่มทรูเปิดเกมรุกอย่างหนักในหลายด้านด้วยกัน ไม่เฉพาะเกมการตลาดแต่รวมไปถึงความพยายามในการสร้างโอกาสใหม่ๆ และลดขอจำกัดของตนเองลงทีละน้อย ไม่ว่าจะเป็นการยืดอายุสัมปทานบริการโทรศัพท์มือถือของทรูมูฟออกไปอีก 5 ปี ถึงปี 2561 (เท่าดีแทค แต่เป็นการเช่าโครงข่าย)
การคว้าสิทธิทำตลาด "ไอโฟน 3G" จากแอปเปิล พร้อมๆ กับการได้แบ่งคลื่น 850 MHz มาทำ 3G
การออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อหาเงินมา ปลดภาระหนี้ ซึ่งตัวเลขเป้าหมายต้องการหาเงินก้อนโตจากการขายหุ้นเป็นเงินถึง 1.9 หมื่นล้าน (หุ้นเพิ่มทุนลอตแรกขายได้ 6 พันกว่าล้านบาท)
นอกจากมีหนี้ต้องจ่ายแล้ว ยังต้องคิดถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการชิงดำคลื่นใหม่ 2.1GHz กับเขาด้วย
และไม่ใช่แค่เงิน
การตามล่าหา "พาร์ตเนอร์" ใหม่ (ในฝัน) บิ๊กกลุ่มทรู ศุภชัย เจียรวนนท์ พูดชัดถ้อยชัดคำว่า ต้องการพาร์ตเนอร์มาร่วมหัวจมท้ายในการลงทุน 3G บนคลื่นใหม่
ที่ว่าเป็นพาร์ตเนอร์ในฝันก็เพราะไม่ใช่แต่ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและมีเงินถุงเงินถังเท่านั้น แต่ต้องใจกว้างยอมเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นไทยกุมอำนาจบริหารบริษัท
ฟากธุรกิจเคเบิลทีวี "ทรูวิชั่นส์" หลังใช้ความพยายามมานานหลายปี ที่สุดก็ผลักดันจน อสมท ต้นสังกัดยอมใจอ่อนปล่อยให้มี "โฆษณา" ได้
ไม่เฉพาะแต่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเห็นๆ ว่ากันว่า อาจถึงขั้นพลิกโฉมโมเดลธุรกิจของ ทรูวิชั่นส์ได้เลยทีเดียว
แต่ที่ยังต้องแบกไว้เต็มบ่าและเหนื่อยอีกนานหนีไม่พ้นหนี้ก้อนโตหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ยังสลัดไม่หลุดก็โดนวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ฉุดให้เศรษฐกิจบ้านเราย่ำแย่ไปด้วย
เทียบคู่แข่ง "กลุ่มทรู" จะหนักกว่าไหม
"ศุภชัย เจียรวนนท์" มีคำตอบ
- กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่เกิดกับเศรษฐกิจไทย
บ้านเรามีแนวโน้มว่าจะแย่งลงไปกว่านี้อีก ถ้าอเมริกายังไม่ดีขึ้น ของเราก็จะลงไปเรื่อยๆ ถ้าอเมริกาขึ้นเมื่อไร เราจะเริ่มผงกหัวขึ้นมาใน 6 เดือนถัดไป หลายคนบอกว่า ปลายปีนี้น่าจะนิ่งและเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ผมเองก็หวังว่าจะเห็นแบบนั้น
- เศรษฐกิจไทยล่ะ
จริงๆ เศรษฐกิจบ้านเราไม่ล่มนะ ที่ว่าเป็นขาลงเพราะไม่ดีเหมือนเคย จากภาคธุรกิจส่งออกที่หายไปเยอะมาก ทุนที่เคยมาจากต่างประเทศ เงินกู้ต่างประเทศหายไป ทำให้โครงการต่างๆ ไม่เดินหน้า เดิมที่มีทุนจากต่างชาติสนับสนุน ตอนนี้เหลือแต่ทุนไทยกันเอง
นโยบายของรัฐบาลต้องผลักมากกว่านี้ถึงจะทดแทนทุนต่างประเทศที่หายไปได้ ตอนนี้รัฐบาลใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบลงไปเยอะแล้วก็จริง แต่โดยส่วนตัวคิดว่ายังไม่พอ คือเพิ่มเข้ามาเป็นหลักหมื่นล้านบาท แต่ที่หายไปเป็นหลักแสนล้านบาท
- กับธุรกิจสื่อสารเป็นอย่างไร
อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมยัง โอเคอยู่ ยังเติบโตต่อได้ แต่อาจไม่โตมาก ที่โตเพราะถือเป็นสาธารณูปโภค
ยังมีกลุ่มทุนที่สนใจธุรกิจโทรคมนาคมอีกพอสมควร ประกอบกับเทเลคอมไทยกำลังเข้าสู่ 3G เลยมีตัวกระตุ้น ถ้าเราดูหมวดเทเลคอมอย่างในอเมริกาหรือยุโรปที่เศรษฐกิจมีปัญหามากๆ ก็ยังไม่กระทบนะ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่ดีขึ้น ต่อไปก็คงไม่ดี
- กระทบแผนเพิ่มทุนของทรูไหม
ลอตแรกก็ถือว่าโอเค จะมีตามออกมาอีก ทั้งหมดตั้งไว 1.9 หมื่นล้านบาท
- ถ้ามี กทช.ชุดใหม่จะกระทบ 3G
ชุดใหม่หรือชุดเก่าก็น่าจะเร่งทำ 3G ทั้งคู่ เพราะเป็นโครงการที่ช่วยกระตุ้นการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจได้
- เทียบกับคู่แข่งทรูเสียเปรียบไหม
เราก็คงต้องดึงทุนจากต่างประเทศเข้ามาบ้าง แต่ในช่วงประมูลคิดว่าเรามีกำลังพอ ไม่ใช่ปัญหา แต่สเต็ปถัดไปในเรื่องการลงทุนขยายเครือข่ายคงต้องหาพาร์ตเนอร์ ซึ่งก็มีหลายรายแสดงความสนใจ
- 3G บนคลื่นเดิมเมื่อไรจะเก็บตังค์
เราก็พยายามขอให้ กสทฯช่วยพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปบ้าง
- มีนโยบายในภาวะวิกฤตอย่างไร
เรื่องประหยัดและการควบคุมบัดเจ็ต เป็นนโยบายที่ปีนี้จะประหยัดให้ได้ 15% ของปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่ต้องพยายามแต่คิดว่าทำได้ เพราะแค่ 15% ไม่ใช่ 30-50%
- ผลตอบรับจากไอโฟน
ตอบยาก เพราะตามข้อตกลงกับ แอปเปิล เราพูดอะไรมากไม่ได้
แตกว่าจะเปิดตัวได้ ทั้ง 3G ทั้งไอโฟน ต้องทำงานกันหนักมาก พอเปิดตัวไปแล้ว ก็โอเค ผมใช้เองก็เห็นแนวโน้มค่อนข้างชัดว่าเทรนด์ของด้านนี้มาแน่นอน คือเป็น คอนเวอร์เจนซ์ และเป็นคอนเทนต์ โอเรียนเท็ด แอปพลิเคชั่น และเน็ตแอ็กเซส ซึ่งเสริมกับ 3G ดีมาก
- ถ้าเริ่มเก็บตังค์คนจะใช้น้อยลงไหม
เรื่องการใช้งานคิดว่าในแง่ของเดต้าของ 3G คงไม่น่าจะราคาแพงกว่า 2G เดิมมากนัก การใช้เดต้าก็โตขึ้นทุกปี ปีนึงสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ คนใช้น็อนวอยซ์เยอะขึ้น 3G มาลดความขาดแคลนของฟิกซ์ไลน์ที่จะมาทำเอดีเอสแอล
ในมุมมองของเรา 3G เป็นโอกาสที่เราจะเริ่มต้น อย่างเท่าเทียมกับคนอื่น เรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน ถ้าเกิดขึ้นได้ในปีนี้ด้วยก็จะยิ่งดีมากๆ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในพระเอก ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจยุควิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
โดยเฉพาะการลงทุนจากภาครัฐที่จะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายฝ่ายมองว่า ภาคอุตสาหกรรมนี้ ก็ไม่น่าจะรอดพ้นผลกระทบล่าสุดนี้เช่นกัน
ในการประชุม "เอ็นทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเฟอร์เรนซ์ 2009" จัดโดย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) วานนี้ (5 มี.ค.) ได้มีการอภิปรายกันถึงผลกระทบดังกล่าวอย่างกว้างขวาง และต่างพยายามชี้ให้เห็นว่า "โทรคมนาคม" จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร
หนุน 3จี ดึงทุน 5 หมื่นล้าน
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2551 การลงทุนภาครัฐติดลบมาตลอด ขณะที่ ปีนี้และในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจกลับมาพลิกฟื้นโดยเร็ว นอกจากกระตุ้นการบริโภคในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีมาตรการลงทุนจากภาครัฐโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ภาครัฐต้องเป็นผู้นำ เพราะภาคเอกชนอ่อนแอมากแล้ว และหนึ่งในธุรกิจสำคัญคือ โทรคมนาคม
จากการศึกษา หากไม่มีการลงทุนด้าน 3 จี ภาคโทรคมฯ จะมีการลงทุนรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ถ้ามี 3 จี เกิดขึ้น จะเร่งการลงทุนให้เพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี และปัจจัยหลักอยู่ที่ผู้ให้บริการรายเดิม เพราะผู้ให้บริการรายใหม่ โอกาสเกิดได้ยาก เพราะมีอุปสรรคสำคัญ เช่น จำนวนลูกค้าในตลาดที่ใกล้เต็มแล้ว และต้องเสียค่าใบอนุญาตอีก รวมถึงผู้ให้บริการรายเดิมมีโครงข่าย 2 จี เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“จากการประเมินพบว่า เอไอเอส จะมีการลงทุน 3 จี ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ดีแทค ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และทรู ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะผู้ให้บริการ 2 รายแรก มีฐานะทางการเงินที่ดีมาก จึงไม่ใช่เรื่องยากในการระดมทุน” นายก้องเกียรติ กล่าว
ผู้ให้บริการเตรียมเงินอัดฉีด
นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การตลาด ของเอไอเอส กล่าวว่า เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณไม่ดีตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาจริง เข้าปี 2552 มาแล้ว ก็ยังมีการเติบโตอยู่เล็กน้อย แสดงว่าภาคโทรคมฯ ยังสามารถเติบโตได้
ส่วนวิกฤตการเงิน มีผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัทบ้าง แต่เนื่องจากมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี จึงไม่มีปัญหา และมีการออกหุ้นกู้เพื่อเตรียมระดมทุนไว้แล้ว โดย เอไอเอส มีวงเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ใช้เท่าที่จำเป็นไม่ได้ใช้ทั้งหมด และยังไม่รวมการลงทุน 3 จี
นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนธุรกิจบริการเสริม ของดีแทค กล่าวว่า ดีแทคเป็นบริษัทในเครือ เทเลนอร์ ถ้าจำเป็นต้องลงทุน ก็สามารถระดมเงินทุนได้ ซึ่งการลงทุนด้านโครงข่ายยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย
ทั้งนี้ ดีแทค ได้เตรียมเงินลงทุนหลักพันล้านบาท แต่ยังไม่รวม 3 จี เพราะต้องรอดูหลักเกณฑ์ใบอนุญาตก่อน แต่คาดว่าต้องใช้เงินมากหลักหมื่นล้านบาทแน่นอน
ขณะที่ นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของทรูมูฟ กล่าวว่า ถ้าทรูจะลงทุน 3 จี ต้องใช้งบประมาณหมื่นล้านบาทแน่นอน และตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการเพิ่มทุนแล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการโทรคมนาคมได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ขอความชัดเจน ทีโอที - กสท
นายกิตติพงศ์ เตมียประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของทีโอที กล่าวว่า ทีโอที มีการปรับลดงบลงทุน 30% เพื่อรักษากระแสเงินสด แต่แนวทางหนึ่งในการลดการลงทุนซ้ำซ้อนคือ รัฐบาล ควรกำหนดบทบาทของทีโอที และกสท ให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันทำงานซ้ำซ้อนกัน ลงทุนซ้ำซ้อนกัน และแข่งขันกันเอง เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนไปอย่างสิ้นเปลือง
“ ทีโอที และกสท ไม่ต้องรวมกัน แต่สามารถร่วมกันทำธุรกิจได้ แต่รัฐบาลไม่มีความชัดเจนให้ ” นายกิตติพงศ์ กล่าว สมาคมเคเบิลไทย ร้องกทช.กรณีค่ายมือถือทดสอบ 3จีบนคลื่น 850-900 MHz ขยายช่องสัญญาณเกินกว่ากทช.อนุญาต จนเกิดการรบกวนบริการเคเบิล ทำให้สัญญาณเคเบิลไม่ชัด บางครั้งร้ายแรงถึงขนาดสัญญาณดับ ด้านกทช.เผยรุกตรวจเช็กทันทีที่ได้รับการร้องเรียน แต่ยังไม่พบต้นเหตุ ขณะที่เอไอเอสยืนยันสัญญาณมือถือกับเคเบิลคนละประเภทกัน
นายเกษม อินทร์แก้ว นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ช่องสัญญาณเคเบิลได้รับผลกระทบจากการทดสอบให้บริการ 3จีบนคลื่นความถี่เดิม 850-900 MHz ของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. อนุญาตให้ทดสอบตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจากการให้บริการ 3จี ของผู้ประกอบการได้มีการขยับช่วงคลื่นความถี่ออกมากว้างเกินกว่าที่กทช.อนุญาต จนส่งผลรบกวนต่อคลื่นช่องสัญญาณเคเบิลทีวี
“หากผู้ประกอบการมือถือไม่ขยับช่วงความถี่เพื่อทดสอบ 3จี ออกไปรบกวนช่องสัญญาณอื่นๆ ก็จะไม่มีผลกระทบ แต่การที่ต้องการทดสอบ 3จี เพื่อให้ทราบถึงความแรงของสัญญาณที่มีความแรงขนาดทะลุทะลวง มันก็จะส่งผลต่อช่องสัญญาณเคเบิลแน่นอน ซึ่งเราได้รับผลกระทบมาโดยตลอดหลังจากมีการทดสอบ 3จี” นายเกษมกล่าว
ทั้งนี้ คลื่นช่องสัญญาณเคเบิลที่ได้รับผลกระทบจากการทดสอบ 3จี ได้แก่ กรุงเทพมหานคร อุดรธานี สมุทรสาคร ราชบุรี ชลบุรี หลังจากที่มีการทดสอบการให้บริการ 3จี มีผู้ประกอบการเคเบิลร้องเรียนเข้ามายังสมาคมเป็นจำนวนมากว่า ภาพที่แสดงผลออกมาไม่คมชัดและดับลงบางเวลา
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช. เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยหนังสือดังกล่าวเป็นการเสนอให้ทราบถึงปัญหาในการทดสอบการให้บริการ 3จี ทั้งนี้ หากมีผลกระทบต่อธุรกิจเคเบิลทีวีแล้วกทช.ควรจะพิจารณาการออกใบอนุญาตให้บริการ 3จี เนื่องจากหลังการทดสอบบริการดังกล่าวแล้วพบว่าเกิดผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ
นายเกษมกล่าวว่า กรณีพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนขณะนี้ทางสมาคมฯ ได้ติดต่อประสานงานกับกทช. ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการเคเบิลทีวีชั่วคราว ซึ่งอยู่ระหว่างการทำร่างหลักเกณฑ์ โดยคาดว่าจะสามารถออกใบอนุญาตประกอบกิจการเคเบิลทีวีชั่วคราวได้ประมาณช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2552
นอกจากนี้ สมาคมฯ มีแผนที่จะลงทุนในปี 2552 จำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายโครงข่ายทั่วประเทศและการพัฒนาโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งยังตั้งเป้าจะลงทุนสถานีเพิ่มประมาณ 5-10 สถานี เพื่อครอบคลุมโครงข่ายมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งเป็นลงทุนในเขตกทม.จำนวน 2,000 ล้านบาท ส่วนแผนการที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา โดยล่าสุดได้เตรียมที่จะมีโครงการฝึกอบรมในเรื่องของการบริหารการจัดลงทุนในธุรกิจเคเบิลทีวี ร่วมกับสถาบันการเงิน
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการสำนักงานกทช. กล่าวว่า หลังจากได้รับการร้องเรียนจากสมาคมเคเบิลฯ กทช.ได้ดำเนินการตรวจสอบว่าสัญญาณเคเบิลถูกรบกวนจากการทดสอบให้บริการ 3จีจริงหรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่าเกิดการรบกวนตามข้อร้องเรียน แต่กทช.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และการร้องเรียนดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้การออกใบอนุญาต 3จี บนคลื่น 2.1 GHz ล่าช้า
ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การทดสอบให้บริการ 3 จีบนคลื่น 900 MHz ไม่น่าจะส่งสัญญาณรบกวนเคเบิลทีวีเนื่องจากเป็นคลื่นความถี่โทรคมนาคม ไม่ได้เป็นคลื่นสำหรับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ที่ผ่านมามีการพูดถึงระบบ 3 จี กันมาอย่างต่อเนื่องในมุมมองของนักลงทุนรายใหม่ แต่ข้อเท็จจริง 3 จี ยังมีแง่มุมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากระบบนี้เช่นเดียวกัน
ว่ากันง่ายๆ โทรศัพท์เวลาที่จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากมือถือในปัจจุบันจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ซึ่งก็อาจจะไม่คล่องตัวเท่าที่ควร แต่เมื่อเป็นระบบ 3 จี มาใช้ อะไรก็ตามที่เราเห็นในอินเทอร์เน็ตสามารถนำมาแสดงผลบนมือถือได้ด้วยความเร็วที่เร็วมากกว่าระบบเดิมๆหลายเท่าตัว
นั่นหมายความว่าเมื่อความเร็วเป็นจุดเด่นแล้ว นักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ดี และเอสเอ็มอีก็ดี จะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานมาว่า ปีนี้ทีโอทีจะเริ่มลงมือพัฒนาระบบ 3 จี ในไตรมาส 3 ของปี 2552 โดยมีเม็ดเงินที่จะลงไปไม่ต่ำกว่า หมื่นล้านบาท
เมื่อ 3 จี เข้ามาแล้ว โอกาสของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะเกิดได้อย่างไรบ้าง
ธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนมาก
สุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า หน้าที่ของซอฟต์แวร์ปาร์กก็คือการพัฒนานักพัฒนาซอฟต์แวร์จนกระทั่งเกิดเป็นธุรกิจได้ สำหรับระบบ 3 จี ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ซอฟต์แวร์ปาร์กให้ความสนใจ
"เราสนใจแอปพลิเคชั่นสำหรับสังคม เช่น ป้ายจราจรอัจฉริยะบนมือถือที่เป็นผลงานการประกวดของนักเรียนในวันนี้นั้นอาจจะเป็นจริงในอนาคต เวลาที่จะขับไปที่ถนนเส้นไหน เราสามารถเลือกดูได้ว่าถนนเส้นไหนรถติดมาก โดยเชื่อมต่อกับจุดที่มีกล้องของ กทม.อยู่ เพื่อตรวจสอบดูปริมาณของรถ เป็นมิติทางสังคมที่ช่วยให้ประหยัดพลังงาน หรืออะไรก็ตามที่สอดคล้องไลฟ์สไตล์ของเรา"
นอกจากนี้ภาพกราฟิกต้องสวยตรงกับจริตคนไทย ถ้าทาร์เก็ตเป็นวัยรุ่นเรามองในเรื่องมิติการศึกษาอีเทรนนิ่ง เป็นต้น
การขนส่ง (โลจิสติกส์) การเชื่อมต่อกับดีเอสแอลในอเมริกาต้องทำด้วยมาตรฐานเดียวกัน และใช้มือถือทำแทนได้ แต่เราต้องศึกษาก่อนว่าบริษัทแม่เรียนรู้ถึงขั้นไหนแล้ว ของไทยควรที่จะทำในเชิงธุรกิจด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ในส่วนของไลฟ์สไตล์ก็ไม่ใช่แค่คนไทย แต่ต้องเป็นทั่วโลก ทันทีที่นักท่องเที่ยวลงจากสนามบินสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมพาไปทั่วกรุงเทพฯได้ เช่น 10 แหล่งท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ หรือมีการเตือนภัยไปที่ศูนย์เฉพาะทางสำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือแอปพลิเคชั่นที่ทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น
ดีแทคสอนน้อง แนะจับกลุ่ม-เจาะลึก
นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มธุรกิจบริการเสริม บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) แนะนำว่า ไม่ควรทำเพื่อคนจำนวนมาก ถ้าจะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับโครงข่าย 3 จี อาจจะต้องเน้นการให้บริการเฉพาะกลุ่มมากกว่าการทำเพื่อคนจำนวนมากๆ เช่น เกมมีคนเข้ามาแข่งขันกันมาก แต่จะมีกี่รายที่ประสบความสำเร็จ
"ถ้าเป็นเอสเอ็มอีจะไปสู้กับบริษัทใหญ่ๆ ต้องมีเงินทุนในการโปรโมตมากพอ ถ้าเอสเอ็มอีจะทำแมสก็ต้องใช้มาร์เก็ตติ้งแยะ แต่ถ้าจะเจาะเฉพาะกลุ่มทาร์เก็ตชัดเจนจะคุ้มกว่า การเจาะไปในกลุ่มเอสเอ็มอีน่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง"
ปัจจุบันผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับเอสเอ็มอีมักเน้นไปที่การพัฒนาเพื่อใช้ในออฟฟิศ พอมี 3 จี เครือข่ายมือถือเขาก็จะเริ่มมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ใช้กับมือถือได้ เพื่อให้สามารถทำงานนอกออฟฟิศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เช่น บริษัทประกันภัยรถยนต์ เขาใช้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้ามาพัฒนาระบบบนมือถือ เวลาลูกค้ารถชนสามารถตรวจเช็กได้ว่าพนักงานไปถึงแล้วหรือยัง สามารถทำทุกอย่างไปครบวงจร ตั้งแต่ถ่ายรูป มีรหัสผ่าน เคลมประกัน ออกใบพรินต์ และสามารถเดินไปที่อู่ได้เลย สรุปว่าบริการอะไรที่ต้องกลับไปทำที่ออฟฟิศก็สามารถทำได้เลย เป็นตัวช่วยในการพัฒนาธุรกิจของตัวเอง
ในกรณีของดีแทคหน้าที่ของโอเปอเรเตอร์ วัตถุประสงค์ของเราก็คือต้องการทำให้ลูกค้ามีความสนุกสนานในการใช้งานมือถือ เราได้จ้างบริษัทที่ซอฟต์แวร์ปาร์กทำแอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก มากขึ้น อันนี้ก็อีกช่องทางหนึ่ง
ในด้านพาร์ตเนอร์เราต้องขายโทรศัพท์ให้กับองค์กรต่างๆ ถ้ามีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาร่วมทำงานด้วย เช่น การพัฒนาโปรแกรมให้สามารถใช้ในการเช็กสต๊อกสินค้าได้จากมือถือเลย เราก็จะนำพาร์ตเนอร์เราไปเจอกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อที่เราจะได้ขยายโอกาสทางการตลาด
เอสเอ็มอีที่ไหนก็ทำงานได้
ในมุมของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทวิษณุพงษ์ วงศ์วาสน์ บริษัทเอด้าซอฟท์ จำกัด ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ระบบค้าปลีกที่เจาะตลาดเอสเอ็มอี กล่าวว่า 3 จี เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ
"3 จี เรามองว่าโทรศัพท์เป็นการสื่อสารในธุรกิจค้าปลีกที่เราทำเรื่องสต๊อกสินค้า 3 จี ทำให้เรามีโอกาสในการพัฒนาระบบให้สามารถบริหารสต๊อกบนมือถือได้ตลอดเวลา ใช้มือถือตรวจสอบยอดขาย หรือตรวจสอบยอดเงินที่พนักงานนำเข้าธนาคารในแต่ละวันได้ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะออกไปพบลูกค้าหรือสัมมนาอยู่"
นอกจากนี้ก็มีเรื่องจองตั๋วเครื่องบิน แทนที่เราจะจองแอร์เอเชียผ่านเว็บไซต์ เราจองสายการบินไหนก็ได้ผ่านทางระบบ 3 จี บนมือถือได้เลย เรื่องของร้านอาหาร เราอาจจะสั่งจองก่อนที่จะไปถึงร้านในอีก 10 นาที
ปัจจุบันมีคนเอามือถือคอนเนกต์ในระบบต่างๆ อยู่แล้ว แต่ 3 จีจะเร็วกว่าและใช้ได้กับมือถือ พ็อกเกตพีซี หรือจีพีเอสก็ได้ เพียงแต่นักพัฒนาต้องรีบหน่อย เพราะขนาดของบริษัทซอฟต์แวร์ไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ ดังนั้นคู่แข่งในอนาคตจึงอาจจะมีจำนวนมากแน่นอน
สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ดี หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ดี ที่จะได้เตรียมปรับตัวหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ในเวลาอันใกล้นี้อัลคาเทล-ลูเซ่นกระตุ้นโซลูชันไอซีซี หลังเห็นจำนวนผู้ใช้มือถือพรีเพดในไทยสูงถึง 85% และเป็นการรองรับระบบ 3G ที่ลงในรายละเอียดเรื่องค่าใช้บริการประเภทต่างๆ ลูกค้า และผู้ให้บริการสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ตลาด เผยติดตั้งให้ทรูมูฟไปเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่เอไอเอส ดีแทคอยู่ระหว่างการทดลองระบบ
นายลอฮอง แปร์ช หัวหน้าฝ่ายโซลูชันสำหรับลูกค้า แผนกโซลูชันและการตลาด บริษัท อัลคาเทล-ลูเซ่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้มือถือของตลาดประเทศไทยประเภทเติมเงินหรือพรีเพด ในรูปแบบต่างๆ มีมากกว่า 85% จึงทำให้โซลูชันเกี่ยวกับระบบพรีเพด มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีความต้องการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G เพิ่มขึ้น แต่ 3G สำหรับประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ผู้ให้บริการต้องคิดว่าจะลงทุนเท่าไหร่ เปิดตัวไปแล้วผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเป็นใครและจะทำอย่างไรถึงจะมีกำไรกลับมาในยามที่เศรษฐกิจขาลง
จากสิ่งที่ผู้บริหารอัลคาเทล-ลูเซ่นเห็น จึงได้นำเสนอโซลูชัน Instant Convergent Charging หรือไอซีซี ซึ่งเป็นโซลูชันที่จะช่วยเพิ่มการพัฒนารูปแบบบริการและการคิดค่าบริการเพื่อระบบพรีเพดอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโซลูชันดังกล่าวสามารถรองรับทราฟิกจำนวนมหาศาลในปัจจุบันได้อย่างเพียงพอและราบรื่น นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างสรรค์บริการในรูปแบบที่แปลกใหม่ ตรงกับความต้องการหรือความสนใจของตลาดได้ในระยะเวลาอันสั้น และมีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ทั้งนี้จากประสบการณ์ของอัลคาเทล-ลูเซ่นกับผู้ให้บริการในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ชี้ให้เห็นถึงการใช้งานบนไอซีซีใหม่นี้ของระบบ 3G ไม่ว่าจะเป็นด้านข้อมูล เช่น การส่งภาพขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องมายังโทรศัพท์มือถือด้วยความปลอดภัย, เพียร์ ทู เพียร์ วิดีโอ แชริ่ง, สตรีมมิ่ง วิดีโอ, ทีวี ออน โฟน, วิดีโอ คอลล์ ส่วนด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซึ่งรวมถึงการสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ การจัดบริการมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ และการใช้งานด้านอื่นๆ อีกมาก โซลูชันไอซีซีสามารถสร้างความสะดวกสบายรวมถึงค่าใช้จ่ายที่แยกประเภทชัดเจนว่าใช้บริการประเภทไหนไปเท่าไหร่ เหลือเงินเท่าไหร่
โซลูชันไอซีซีของอัลคาเทล-ลูเซ่นได้ติดตั้งให้ทรูมูฟไปเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้จากบริการแปลกใหม่ของทรูมูฟภายหลังจากใช้โซลูชันไอซีซีนอกจากนี้ ยังทำให้ทรูมูฟสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำการให้บริการ 3Gได้ทันทีที่ต้องการ และขณะนี้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นหรือดีแทคอยู่ระหว่างการทดลองระบบ
"การออกโซลูชันไอซีซีในช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมเพราะคนจะระมัดระวังการใช้เงิน"