AirCard

GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

สาละวันเตี้ยลง "TOT-กสท" มากกว่าฝีมือมี "ผลประโยชน์" ?

รัฐวิสาหกิจผู้กุมสัมปทานโทรคมนาคมอย่าง บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม นอกจากจะมีทรัพย์สินหลักแสนล้านบาทแล้ว ยังส่งเงินให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น 100% ในรูปแบบปันผลปีละเกือบหมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นขุมทรัพย์หล่อเลี้ยงภาครัฐมาตลอด

แต่หลายปีที่ผ่านมา หลังตลาดเปิดกว้างจากกฎระเบียบต่างๆ ที่ผ่อนคลายลง บริการโทรคมนาคมหลายรูปแบบเริ่มเข้าสู่การเปิดเสรีทำให้การแข่งขันมากขึ้น ผลการดำเนินงานของทั้งคู่ โดยเฉพาะในกิจการที่ทำมาหาได้ด้วยตนเองกลับย่ำแย่ลง

ถ้าตัดรายได้จากสัมปทานออกไป เรียกได้ว่าดูไม่จืดกันเลยทีเดียว

ปี 2551 ที่ผ่านมา ทีโอทีมีรายได้รวม 72,100 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้ว 914 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลงเหลือ 5,974 ล้านบาท จาก 6,232 ล้านบาท

เมื่อแยกแยะตัวรายได้จะพบว่ามาจากการดำเนินงานเอง 27,681 ล้านบาท จากสัญญาสัมปทาน 22,839 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจากสัมปทานมือถือเอไอเอส) และรายได้อื่นๆ 1,991 ล้านบาท

ขณะที่สินทรัพย์รวม 254,995 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มี 266,244 ล้านบาท

แหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอทีกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ด้วยว่า จากข้อมูลปิดงบฯเมื่อ 16 ม.ค. 2552 ที่ผ่านมา รายได้ของทีโอทีทั้งหมดไม่รวมรายได้ทางบัญชีซึ่งเป็นแค่ตัวเลขไม่ได้มีเงินสดเข้ามาจริงๆ จะมีแค่ 5 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น

ขณะที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่รวมค่าเสื่อมบัญชีและภาษี รวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท

ในอนาคตอันใกล้ ถ้ารายได้จากสัมปทานหายไป อะไรจะเกิดขึ้น

"กสท โทรคมนาคม" ก็ไม่น้อยหน้ากันเท่าไรนัก

แม้กำไรสุทธิในปีที่แล้วจะอยู่ที่ 5,168 ล้านบาท มีรายได้รวม 48,561.93 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากสัมปทาน 28,655.35 ล้านบาท และจากการดำเนินงานของตนเอง 17,612.98 ล้านบาท รวมรายได้จาก "ฮัทช์" (ตัวแทนทางการตลาดระบบซีดีเอ็มเอ) อีก 2,293.60 ล้านบาท เป็น19,905 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่รวมค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นตัวเลขทางบัญชีจะอยู่ราวๆ 25,000 ล้านบาท

เรียกว่าทำมาหารายได้เองไม่พอกับรายจ่ายด้วยกันทั้งคู่ แต่ที่ยังอยู่ได้ มีกำไร มีโบนัสให้พนักงาน ก็เพราะส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทาน

สอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่เน้นย้ำว่า ทั้ง 2 องค์กรต้องจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างรายได้ทดแทนรายได้จากสัมปทานที่ใกล้จะสิ้นสุดให้ได้เพื่อรักษาสถานภาพขององค์กร

ปีนี้ทั้งคู่จึงมีงบฯลงทุนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร รวมๆ กันแล้วไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท

"ทีโอที" มีโครงการใหญ่ๆ อาทิ โครงการขยายโครงข่ายไอพีบรอดแบนด์ วงเงิน 4,200 ล้านบาท ขยายบรอดแบนด์ล้านพอร์ตอีก 3,600 ล้านบาท และการอัพเกรดโครงข่ายมือถือ 1900 MHz ของ "ไทยโมบาย" ขึ้น 3 G มูลค่า 29,000 ล้านบาท และโครงการเปลี่ยนชุมสายเดิมเป็น "NGN" อีก 13,000 ล้านบาท เป็นต้น

ฟาก "กสทฯ" ก็เช่นกัน กรอบวงเงินลงทุนรวมแล้วประมาณ 28,000 ล้านบาท ได้แก่การขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซีดีเอ็มเอ เฟส 3 กว่า 4,000 ล้านบาท การขยายโครงข่ายเอ็นจีที และโครงข่าย ไอพี โครงการติดตั้งไฟเบอร์ทูเดอะโฮมเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นต้น

แต่ละโครงการมีกรอบการลงทุนในระดับพันล้านบาทขึ้นไป รวมถึงการจ่ายค่าติดตั้งระบบไอแบ็ก (Integrated Billing and Customer Service System) ซึ่งการจัดซื้อแต่ละโครงการต้องให้บอร์ดอนุมัติในแต่ละโครงการอีกครั้ง

เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้เมื่อติดตั้งแล้วต้องมีการบำรุงรักษาทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ทำให้มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อบำรุงรักษาติดตามมาเป็นระยะๆ

ล่าสุดกับโครงการจ้างบำรุงรักษาโครงข่ายซีดีเอ็มเอ วงเงินประมาณ 300 ล้านบาท

อีกไม่น้อยกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กร ตราสินค้า และการตลาด ซึ่งแต่ละปี "กสทฯ-ทีโอที" ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

ถ้าใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือเป็นแค่ช่องทางกระจายรายได้ในหมู่คนกันเอง เทียบกับบริษัทเอกชน ตัวเลขระดับนี้ไม่ถือว่ามาก

ที่สำคัญต้องตระหนักด้วยว่า ปรับเปลี่ยนแค่ภาพลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว ไม่เกิดประโยชน์ และย่อมไม่ใช่ทางเลือกทางรอดในอนาคตนี้

ที่ผ่านมา ทั้ง 2 องค์กรถูกค่อนแคะจากสังคมว่าเป็น "เสือนอนกิน" มาโดยตลอด แม้ในระยะหลังจะพยายามปรับตนเองเพื่อก้าวสู่สมรภูมิแข่งขันในหลายธุรกิจแล้ว แต่ทำได้อย่างมากหนีไม่พ้นการใช้กลยุทธ์ "ราคา" เข้าสู้

จริงอยู่ว่าหลายบริการไม่ลดราคาหนักๆ ใครจะมาใช้ เช่น บริการโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นซีดีเอ็มเอ หรือ 1900 MHz ไทยโมบาย

ด้วยว่าพื้นที่ในการใช้งานและความหลากหลายของบริการล้วนแล้วแต่เป็นข้อจำกัด ไม่ต้องคิดถึง "คุณภาพ"

ความโชคร้ายอีกอย่างของทั้งคู่ แต่ไหนแต่ไรมา หนีไม่พ้นคลื่นแทรกทางการเมืองและเหลือบริ้นไรที่สลับกันเข้ามาทำมาหากินกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่างๆ

มีตั้งแต่กินจุบกินจิบกับโครงการเล็กๆ ระดับไม่กี่สิบล้านไปจนถึงโครงการใหญ่ๆ ระดับร้อยล้านพันล้าน

ทั้งหลายทั้งมวลทำให้ "คนใน" ที่ยังรักดีต่อองค์กรกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมานัก ต่อนัก

ที่แข็งขืนไม่สนองนโยบาย "โดนปลดอากาศ" ก็มีให้เห็นมาแล้วไม่ใช่น้อย

ว่ากันว่ามากกว่าแรงบีบจาก "อำนาจ" หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่มักไม่เข้าใครออกใคร

ประชาชาติธุรกิจ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



โนเกียจับตา3G หนุนลูกค้าไทยซื้อมือถือเพิ่ม

นายลอเรน ชัสเตอร์ หัวหน้าส่วนการตลาด โนเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเพิ่งกลับมารับผิดชอบตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกได้ 2 สัปดาห์ จากที่ไปรับผิดชอบตลาดแอฟริกา กล่าวว่า เทคโนโลยี 3จี จะมีผลต่อการทำตลาดโนเกียในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นประโยชน์กับทุกคน ในการเข้าถึงข้อมูล

ทั้งนี้ แม้ว่าไอโฟน จะมีผลในแง่การเป็นคู่แข่งขันของโนเกีย แต่บริษัทมีผลิตภัณฑ์รองรับการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งทุกราย ในผลิตภัณฑ์ที่เทียบเคียงกันได้เสมอ สำหรับทัชสกรีน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ลูกค้าบางกลุ่มนิยมนั้น ก็เตรียมส่งเครื่องรุ่น เอ็น 97 ทำตลาดกลางปีนี้

"ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ลูกค้าเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจเทคโนโลยี ดังนั้นจะมีความคาดหวังสูงต่อผลิตภัณฑ์ เช่นการใช้งานอีเมล์ ที่ง่ายอย่างแท้จริง เพราะเซ็ตอัพเพียง 10 วินาที ก็เข้าถึงการใช้งานได้ โดยการทำตลาดจะต้องทำครอบคลุม 360 องศา คือรอบด้านเพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มลูกค้า" นายชัสเตอร์กล่าว

ด้านนายคริส คาร์ รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย ผู้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียแปซิฟิก กล่าวในงานโนเกีย โชว์เคส 2009 ที่สิงคโปร์ว่า โนเกีย ยังคงนโยบายนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งตั้งเป้ารักษายอดขายอันดับ 1 ในตลาดต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ยังคงมุ่งเน้น 5 คุณสมบัติหลักที่ลูกค้าให้ความสนใจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับ ได้แก่ คุณสมบัติการใช้งานแผนที่ เพลง การส่งข้อความ (แมสเสจจิ้ง) เกม และมีเดีย

โอกาสของโมบาย แมสเสจจิ้ง มีสูงมาก เพราะจากการวิเคราะห์ตลาดประมาณการว่า จะมีผู้ใช้แมสเสจจิ้งทั่วโลกผ่านทุกอุปกรณ์ประมาณ 500 ล้านราย ในอีก 2ปี ขณะที่ผู้ใช้มือถือโนเกียกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก ก็พร้อมที่จะใช้อีเมล์จากมือถือรุ่นต่างๆ ของเราในตลาด” นายคาร์กล่าว

20 กุมภาพันธ์ 2552 กรุงเทพธุรกิจ | ข่าว ทั่วไป



ทรูมูฟแจงกรณีทำตลาด iPhone 3G ร้องกทชตรวจสอบการทำงานของสบท.

ทรูมูฟชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาว่าเอาเปรียบผู้ใช้บริการทำตลาด iPhone 3G เตรียมยื่นหนังสือถึงกทช. เข้าตรวจสอบพฤติกรรม สบท. สร้างความสับสบและภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทรูมูฟ

บริษัท ทรู มูฟ จำกัดได้ยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมและอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนและบริการประชาชนกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการจัดจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์ iPhone 3G ของบริษัทด้วยข้อความที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความรู้สึกไม่ดีกับการจัดจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์ iPhone 3G ตลอดจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการประกอบธุรกิจของบริษัทอย่างรุนแรงอีกทั้งยังเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทรูมูฟ ชี้แจงว่า ได้จัดงานเพื่อให้ผู้สั่งจองมารับพร้อมส่งมอบเครื่อง iPhone เครื่องแรกในไทยให้ผู้สั่งจองเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ณ Royal Paragon Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอนแต่เนื่องจากมีการนำเครื่อง iPhone ที่ผิดกฎหมาย หรือ “ของเถื่อน” จำนวนมากเข้ามาในประเทศไทยก่อนหน้านี้แล้วซึ่งการลักลอบนำเข้ามาในประเทศและหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่รัฐ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ในขณะที่การนำเครื่อง iPhone เข้ามาในประเทศไทยของทรูมูฟเป็นการนำเข้าที่ถูกต้องโดยเสียภาษีอากรตามกฎหมายทุกประการแต่กลับถูกกล่าวหาว่าทรูมูฟเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้บริการ

ที่ผ่านมาทรูมูฟได้ให้ความร่วมมือกับ กทช. ในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ กทช. สบท. ก็ได้รับทราบข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการจำหน่ายและการให้บริการดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว แต่ไม่เคยแจ้งกลับมาให้ทรูมูฟทราบว่า การจัดจำหน่ายและการให้บริการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ไม่เป็นไปตามกฎหมายอย่างไร หรือจะให้ดำเนินการแก้ไขอย่างไร กลับยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกล่าวหาทรูมูฟ ว่าทำผิดกฎหมาย และเอาเปรียบผู้บริโภคมาโดยตลอด

การที่สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (คบท.) และคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนและบริการประชาชน ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ กทช. ให้สัมภาษณ์ และหรือ ให้ข่าวสารต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับการจำหน่ายและการให้บริการ iPhone ดังกล่าว ทำให้ทรูมูฟได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพพจน์อย่างร้ายแรงถือเป็นการทำลายธุรกิจของบริษัท จนทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสับสน และขาดความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการดังกล่าวของทรูมูฟ

กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ทรูมูฟบังคับให้ผู้บริโภคต้องใช้เครื่อง iPhone และใช้บริการทรูมูฟนั้นบริษัทขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะประชาชนทั่วไปสามารถซื้อเครื่องiPhone เปล่า เพื่อนำไปใช้บริการโทรศัพท์กับผู้ประกอบการรายอื่นได้แต่การที่ทรูมูฟทำแพคเกจ เพื่อส่งเสริมการขาย ก็เนื่องจากเครื่อง iPhone ถูกออกแบบมารองรับการใช้งานทั้งด้านเสียงและด้าน DATA (ผ่าน EDGE, GPRS และ Wi-Fi) ซึ่งลูกค้าจะได้รับประโยชน์เต็มที่ในกรณีที่ผู้ให้บริการให้แพคเกจส่งเสริมการขาย และที่สำคัญไม่ต้องการให้บุคคลอื่นนำเครื่อง iPhone ที่มีการลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย มาใช้บริการในโครงข่ายของทรูมูฟ\

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ทรูมูฟเลือกปฏิบัติ แบ่งแยกหรือกีดกัน ผู้ใช้บริการ เนื่องจากลูกค้าทรูมูฟเท่านั้นที่สามารถซื้อเครื่องและสมัครใช้บริการ Package Basic ได้ และมีการกำหนดอัตราค่าบริการที่แตกต่างกันนั้น ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เพราะทรูมูฟปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการและประชาชนทั่วไปอย่างเท่าเทียม แต่เหตุที่อัตราค่าบริการมีความแตกต่างกัน เนื่องจากเครื่อง iPhone 3G รุ่น 8GB และ iPhone 3G รุ่น16GB มีหน่วยความจำที่แตกต่างกันมากดังนั้น อัตราค่าบริการจึงจำเป็นต้องมีอัตราที่แตกต่างกัน

กรณีที่มีการกล่าวหาว่า เงื่อนไขการตลาดของทรูมูฟขัดต่อประกาศ กทช. ข้อ 15 เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 เนื่องจากการเช่าเครื่องโดยวิธีผ่อนชำระจะมีราคา ถูกกว่าการซื้อเครื่องเปล่านั้น ทรูมูฟขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงเพราะเงื่อนไขการตลาดของ ทรูมูฟดังกล่าวเป็นไปตามประกาศ กทช. ข้อ 15 และหากผู้ใช้บริการประสงค์ที่จะยกเลิกการใช้บริการกับทรูมูฟก่อนครบกำหนดเงื่อนไขการตลาด ก็สามารถกระทำได้ ซึ่งกรณีดังกล่าว ทรูมูฟปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและประกาศ กทช. ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่กรณีการชำระค่าเครื่องที่ธนาคารได้ชำระแทนผู้ใช้บริการไปแล้วนั้นผู้ใช้บริการมีหน้าที่จะต้องชำระเงินค่าเครื่องให้กับธนาคารที่ผู้ใช้บริการได้ทำสัญญาผูกพันไว้ในการซื้อเครื่อง iPhoneต่อไปเนื่องจากในขณะทำสัญญากับธนาคารเพื่อซื้อเครื่อง iPhone ผู้ใช้บริการได้อ่านและเข้าใจเงื่อนไขเกี่ยวกับการซื้อเครื่อง iPhone โดยไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ หรือหลอกลวงผู้ใช้บริการแต่อย่างใดทั้งสิ้นดังนั้นทรูมูฟจึงไม่สามารถก้าวล่วงสัญญาระหว่างธนาคารกับผู้ใช้บริการได้

สำหรับกรณีที่ประชาชนซื้อเครื่องและใช้บริการ iPhone ของทรูมูฟโดยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือนจะมีอัตราค่าบริการถูกกว่าการซื้อเครื่องเปล่านั้นทรูมูฟขอเรียนว่าเป็นเรื่องปกติในการทำการตลาดหรือการส่งเสริมการขายเช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่นที่ทำการตลาดอยู่โดยทั่วไป เพื่อขยายฐานลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ บริษัท ทรู มูฟ จำกัดยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมและอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนและบริการประชาชนเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและความเป็นจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีเครื่อง iPhoneที่ ทรูมูฟ ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท Apple ให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่อง iPhone ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กุมภาพันธ์ 2552 | ข่าว ทั่วไป



บรอดแบนด์และ 3G อนาคตและทางรอดของ"TOT"

หลังจากนั่งเก้าอี้ซีอีโอ "ทีโอที" มา 6 เดือน เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา "วรุธ สุวกร" ได้ถือโอกาสเปิดใจกับผู้บริหารและพนักงานของ ทีโอทีอีกครั้ง เพื่อบอกเล่าสิ่งที่ทีโอทีต้องเผชิญในปีนี้ พร้อมกับเชียร์อัพให้พนักงานร่วมแรงร่วมใจพาองค์กรฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

กรรมการผู้จัดการใหญ่ของทีโอทีเปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องเผชิญในปีนี้ ด้านปัจจัยภายนอก ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐและกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาที่ประเทศไทย ทำให้คนไม่ใช้จ่ายและไม่ลงทุน รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ HSPA และบรอดแบนด์ผ่านสายไฟ

ขณะที่ตลาดมีการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะตลาดบรอดแบนด์ที่มีเอกชนรุกหนักหลายราย โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค

ขณะที่ปัจจัยภายใน ที่เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เป็นภาระขององค์กร คือเรื่องเกณฑ์ที่จะนำมาคำนวณภาษีจากที่สรรพากรได้ใช้ "เกณฑ์สิทธิ" มาคำนวณจากรายได้ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (เอซี)

"สรรพากรคิดว่าเราจะได้เงินตรงนี้ จึงได้ประเมินภาษีออกมา แต่ทีโอทียังไม่ได้รับเงินเข้ามา กลายเป็นภาระภาษีของเรา 4,200 ล้านบาท จึงให้ฝ่ายการเงินเจรจาและอุทธรณ์กับสรรพากรว่าควรจะประเมินจากเกณฑ์เงินสดมากกว่าเกณฑ์สิทธิ"

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากคดีฟ้องร้อง 57,000 ล้านบาท ที่หนักๆ คือกรณีค่าเชื่อมโยงโครงข่ายเอซี-ไอซี ที่ทรูและทีทีแอนด์ทีฟ้องร้องเรียกค่าส่วนแบ่งรายได้จากทีโอทีที่นำทราฟฟิกวิ่งผ่านโครงข่ายของเขา

"ขณะที่ภาพรวมธุรกิจของทีโอทีตอนนี้ โทรศัพท์ประจำที่มีส่วนแบ่งตลาด 55% หรือ 3.71 ล้านเลขหมายอินเทอร์ เน็ตบรอดแบนด์ (เอดีเอสแอล)

มีส่วนแบ่งตลาด 36% หรือ 675,000 พอร์ต มากกว่าทรูประมาณ 20,000 พอร์ต แต่ก็มีปัญหาอัตราการยกเลิกค่อนข้างสูง"

ผลการดำเนินงานของทีโอทีในปีที่ผ่านมามีกำไรลดลง เนื่องจากรายได้โดยรวมลดลง 0.5% มีเพียงบริการบรอดแบนด์เท่านั้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 73% โดยติดตั้งได้ประมาณ 250,000 พอร์ต สำหรับการขยายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ล้านพอร์ตอยู่ระหว่างประกวดราคา การตรวจสอบเทคนิคเช่นเดียวกับโครงการไอพีบรอดแบนด์ คาดว่าจะสามารถอีอ็อกชั่นได้ภายในเดือน ก.พ.นี้ และทยอยเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้

กรรมการผู้จัดการทีโอทีกล่าวว่า การลงทุนที่หนักๆ ในปีนี้ คือโครงการไอพีบรอดแบนด์เน็ตเวิร์ก 4,200 ล้านบาท โครงการบรอดแบนด์ 1 ล้านพอร์ต 3,600 ล้านบาท โครงการ 3จี อีก 29,000 ล้านบาท และโครงการเปลี่ยนชุมสายทั้งหมดให้เป็นโครงข่ายเอ็นจีเอ็น 13,000 ล้านบาท รวมแล้วก็เกือบ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของทีโอที

ความคืบหน‰าของโครงการ 3จี ตอนนี้ได้มีการโอนหุ้นบริษัท เอซีที โมบาย จำกัด ในส่วนของ บมจ.กสท โทรคมนาคม ให้กับทีโอทีแล้ว ต่อไปจะพิจารณาว่าการให้บริการ 3 จี จะให้บริษัท เอซีที โมบาย หรือทีโอที เป็นผู้ดำเนินการ สิ่งสำคัญคือกำลังพยายามเร่งรัดทั้งการทำทีโออาร์ ซึ่งตอนนี้ข้อกำหนดด้านเทคนิคก็น่าจะเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการหาพาร์ตเนอร์และหาสถาบันการเงินที่จะปล่อยกู้

และสิ่งที่ทีโอทีจะต้องทำในปี 2552 คือต้องสร้างรายได้โตไม่น้อยกว่า 5.9% เพื่อให้ทีโอทีอยู่ได้โดยกำไรไม่ลดลงไปจากเดิม ซึ่งถ้าจะคำนวณเป็นตัวเลขการติดตั้ง บรอดแบนด์ เท่ากับปีนี้ต้องขยายเพิ่มอีกประมาณ 350,000 พอร์ต

"อีกส่วนคือต้องเพิ่มรายได้จากบริการ ไอทีโซลูชั่น เพราะปีที่แล้วมีรายได้ส่วนนี้เพียง 340 ล้านบาท ซึ่งน้อยมาก ปีนี้ต้องพยายามให้มากขึ้น"

ปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทายของเหล่าพนักงานและผู้บริหารทีโอทีที่จะต้องร่วมมือร่วมใจพาองค์กรให้ผ่านวิกฤตทางภายในและภายนอก

ประชาชาติธุรกิจ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



วันนี้ยังไม่สาย“กสท”ฝังอดีต CDMA

เปิด 12 เหตุผลทำไม กสท ควรฝังอดีตกับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ เพื่อหันหาโครงข่ายอนาคตอย่าง W-CDMA หรือ UMTS/HSDPA ในย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์

แหล่งข่าวจากบริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า ในขณะนี้ผู้บริหาร กสท กำลังทบทวนเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอหลังจากพบว่าแนวโน้มเทคโนโลยีหันทิศไปหา W-CDMA (วายแบนด์ซีดีเอ็มเอ) โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ของโลกต่างทยอยเปลี่ยนเทคโนโลยีไปเป็น W-CDMA กันเกือบหมดแล้ว แม้กระทั่งกลุ่มฮัทชิสันเองยังเลิกเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอใน 13 ประเทศที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนเป็น W-CDMA

‘มันเป็นความจริงที่เมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว ซีดีเอ็มเอเป็นเทคโนโลยีที่ใช่ แต่วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วกลายเป็นไม่ใช่อีกต่อไปและ ประธานบอร์ด กสท เห็นถึงปัญหาของซีดีเอ็มเอที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว และคิดว่าการทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการจัดซื้ออะไหล่ อุปกรณ์ของซีดีเอ็มเอมาเก็บไว้ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก รวมทั้งการซื้อโครงข่ายจากบีเอฟเคทีด้วย เพราะกสทยังมีทางเลือกที่จะเกาะขบวนเทคโนโลยี 3G ให้ทันด้วยโครงข่าย W-CDMA หรือ UMTS/HSDPA ในย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ที่มีอยู่แล้ว’

กสท ได้มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ UMTS/HSDPA กับ CDMA/1xEV-DO ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและธุรกิจ พบว่าระบบUMTS/HSDPA เป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM นำมาใช้และพัฒนาจากโครงข่าย GSM เดิมซึ่งได้มีการเปิดให้บริการในหลายประเทศแล้ว ในขณะที่ระบบ CDMA/1xEV-DO ซึ่งสามารถให้บริการทั้งเสียงและข้อมูลได้ แต่ยังมีข้อจำกัดคือพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการ ซึ่งมีการเปิดให้บริการเพียงบางภูมิภาคเช่น อเมริกา เกาหลี และญี่ปุ่นเท่านั้น

นอกจากนั้น ในระบบ CDMA/1xEV-DO ยังมีการสูญเสียแถบความถี่ (bandwidth) บางส่วนเนื่องจากในเทคโนโลยีได้กำหนด bandwidth สำหรับบริการเสียงและข้อมูลแยกจากกันไม่สามารถข้ามมาใช้งานร่วมกันได้

การเลือกลงทุนพัฒนาโครงข่ายW-CDMA และ UMTS/HSDPA จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าพัฒนา CDMA/1xEV-DO ต่อไปโดยมีตัวอย่างผู้ให้บริการหลายรายที่เปลี่ยนโครงข่ายมาเป็น W-CDMA และ UMTS/HSDPA ไม่ว่าจะเป็นสิงเทลและ M1สำหรับประเด็นสำคัญที่ระบบ W-CDMA และ UMTS/HSDPA เหนือกว่า CDMA/1xEV-DO อาทิ

1.เปรียบเทียบการเปลี่ยนระบบ ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดเปลี่ยนจากระบบ GSM เป็น CDMA แต่มีบางรายเปลี่ยนจาก CDMA เป็น GSM เช่น สิงเทล หรือ M1

2.ระบบ GSM/W-CDMA มีการให้บริการทั่วโลกและสามารถให้บริการข้ามแดนอัตโนมัติหรืออินเตอร์เนชันแนลโรมมิ่งได้ทั่วโลกโดยไม่ขาดตอน 3.W-CDMA เป็นระบบ 3G อย่างสมบูรณ์รองรับบริการมัลติมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.W-CDMA / TD-SCDMA ใช้ความถี่ช่องสัญญาณได้เต็มที่ในขณะที่ระบบ CDMA 2000 1x และ 1xEV-DO สูญเสียแถบความถี่เนื่องจากวอยซ์และดาต้าแยกความถี่กัน

5.CDMA 2000-1x มีให้บริการในบางประเทศเท่านั้น เช่น เกาหลี และญี่ปุ่น ทำให้ไม่สะดวกในการใช้บริการอินเตอร์เนชันแนลโรมมิ่งในต่างประเทศ 6.เปรียบเทียบรายได้จากการให้บริการในส่วนการรับส่งข้อมูล บริษัทที่มีรายได้ส่วนนี้สูงสุดเป็นผู้ให้บริการในระบบ GSM/W-CDMA ได้แก่ Vodaphone และ DoCoMo 7.ในขณะเดียวกันลูกค้าระบบ CDMA 2000-1x ใช้บริการรับส่งข้อมูลด้วยรูปแบบบริการที่ไม่แตกต่างจากบริการในโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G

8.ระบบ CDMA 2000-1x ผลิตอุปกรณ์ระบบเกือบทั้งหมดโดยผู้ผลิตรายใหญ่ในอเมริกาคือลูเซ่นท์ นอร์เทลและโมโตโรล่าซึ่งถือหุ้นบางส่วนโดยควอลคอมม์ในขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ระบบ GSM/W-CDMA มีจำนวนผู้ผลิตหลากหลายมากกว่า

9.ระบบ GSM/W-CDMA มี bandwidth และความเร็วของอุปกรณ์สูงกว่า โดยใช้ความเร็วของชิปที่ 3.84 Mcps และ bandwidth 5 MHz เหนือกว่าระบบ CDMA-2000 bandwidth 1.25 MHz และความเร็วที่สูงกว่าช่วยให้ระบบ W-CDMAมีเส้นทางสำรองมากขึ้น ลดปัญหาสัญญาณอ่อนหรือปัญหาติดต่อโครงข่ายไม่ได้ เพิ่มพื้นที่ครอบคลุม ขยายกำลังส่งสัญญาณและปรับปรุงการเชื่อมต่อผ่านเส้นทางให้ดีขึ้น

10.ระบบ CDMA-2000 ต้องอ้างอิงสัญญาณ synchronous จาก GPS จึงมีปัญหา การติดตั้งเซลและเสาอากาศในอาคารซึ่งไม่เห็นดาวเทียม GPS แต่ระบบ W-CDMA ออกแบบเป็น asynchronous ติดตั้งเซลในอาคารได้สะดวกไม่ต้องติดในตำแหน่งที่มองเห็นดาวเทียมได้

11.ระบบ CDMA-1xEV-DO ออกแบบรองรับข้อมูลอย่างเดียวซึ่งจะสูญเสีย bandwidth 1.25 MHz ที่ใช้รับส่งข้อมูลเพราะไม่สามารถให้บริการอย่างอื่นได้อีก ในขณะที่ระบบ W-CDMA และระบบ CDMA-1xEV-DV รับส่งได้ทั้งข้อมูลและเสียงร่วมกัน แต่ระบบ EV-DV ยังไม่มีการใช้งานจริงในระบบของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

และ 12.ระบบ W-CDMA รับส่งสัญญาณควบคุมกำลังส่งที่ความถี่สูงกว่าระบบ CDMA 2000 ทำให้คุณภาพสัญญาณดีกว่าและทำให้บริการเครื่องลูกข่ายพร้อมกันได้มากกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องความหลากหลายของเครื่องลูกข่ายในเรื่องจำนวนรุ่นและราคาที่ W-CDMA เหนือกว่า CDMA 2000

‘ไม่มีประโยชน์ที่จะดันทุรังทุ่มเงินลงไปกับโครงข่ายซีดีเอ็มเอต่อไป สู้นำเงินจำนวนนั้นมาลงทุน W-CDMA และ UMTS/HSDPA น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับกสทมากกว่าเมื่อพิจารณาจากเหตุผลเปรียบเทียบทั้ง 12 ข้อดังกล่าว’

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2552 | ข่าว ทั่วไป



"ชินคอร์ป" ปักหลักยาว...ธุรกิจสื่อสาร หนุน "AIS" ชิงดำ 3G เต็มสูบ

ปัจจุบัน กลุ่มชินคอร์ป บริษัทแม่ของยักษ์มือถือ "เอไอเอส" ยังคงดำรงสถานะผู้นำในธุรกิจโทรคมนาคมเมืองไทยก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากในอดีต แม้จะโดนมรสุมการเมืองจากการเปลี่ยนผ่านกลุ่มผู้ถือหุ้นพัดกระหน่ำเข้าใส่อย่างหนักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

"สมประสงค์ บุญยะชัย" ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มชินคอร์ปบอกว่า ภาพของกลุ่มชินกับการเมืองในวันนี้จางลงไปมากแล้ว แม้จะยังไม่ถึงกับ 100% ก็ตาม ภารกิจในฐานะแม่ทัพกลุ่มชินจึงเน้นไปในเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัทในเครือดำเนินธุรกิจได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งด้านการลงทุน การบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบแบบมืออาชีพ ตลอดจนการประสานความสัมพันธ์กับหน่วยงานในการกำกับดูแลอย่าง กทช.

"เมื่อเวลาเปลี่ยน ตัวผู้ถือหุ้นและบริบทต่างๆ เปลี่ยนไป มี กทช. มีกฎกติกาใหม่ๆ มีเรื่องเกี่ยวกับ ก.ล.ต.ที่ต้องปฏิบัติตาม มีสิ่งที่เกิดขึ้นจาก ตปท. ถึงวันนี้เจ้าของไม่เปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี เมื่อเจ้าของเปลี่ยนเป็นองค์กร การตัดสินอะไรต่างๆ ก็เป็นโปรเฟสชั่นนอลมากขึ้น มีระบบมากขึ้น"

นโยบายในการลงทุนทั่วโลกของเทมาเส็ก ผู้ถือหุ้นปัจจุบันของกลุ่มชินจะมองระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งในเมืองไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ จากสภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ถือว่ายังดีอยู่

"เทเลคอมเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต วันนี้อาจดูเป็นขาลงก็เพราะไปมองที่ยอดการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ สมัยก่อนคนยังใช้น้อยแต่ใน 10 ปีมานี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ถามว่าเป็นขาลงหรือไม่ คงต้องบอกว่าบริการที่ลูกค้าต้องการใช้ซับซ้อนมากขึ้น และการสร้างการเติบโตจากฐานที่มีขนาดใหญ่ย่อมยากกว่าเดิม"

มากไปกว่านั้นผู้เล่นที่มีศักยภาพก็มีหลายรายทำให้การเจริญของการตลาดต้องเป็นไปโดยการแย่งชิง ในแง่การเติบโตของธุรกิจสื่อสารต่อไปจะเหมือนกับไฟฟ้าและน้ำประปาที่ในที่สุดการเติบโตเป็นไปตามจำนวนประชากร

"ศก.โลกตอนนี้เหมือนเราสมัยปี"40 ตอนนั้นคนอื่นขึ้นรถบัสวิ่งไปข้างหน้า เราขึ้นไม่ทันก็หารถเท่าที่หาได้ วิ่งของเราไปเรื่อยๆ ระหว่างวิ่งไปก็สร้างความเข้มแข็งขึ้นมาได้ ปรากฏว่ารถบัสคันใหญ่ที่วิ่งไปข้างหน้าดันคว่ำ เราเลยไม่เป็นไร ศก.ประเทศเรายังมีสถานะที่เข้มแข็ง"

สำหรับชินคอร์ปธุรกิจโทรคมนาคมนำโดย "เอไอเอส" จะยังเป็นธุรกิจเรือธงในการสร้างรายได้ ซึ่ง "สมประสงค์" เชื่อว่าจะเป็นต่อไปอีกหลายปีเพราะการหาลู่ทางขยับขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ๆ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจขณะนี้อาจไม่ใช่จังหวะที่ดีนัก ประกอบกับยากมากที่จะหาธุรกิจใหม่มาแทนเอไอเอสได้

"เอไอเอสมีศักยภาพมาก ถามว่าจะมีธุรกิจอะไรที่ไปได้ขนาดนี้ กลุ่มชินจะโฟกัสในโทรคมนาคมและมีเดียต่อไป"

โดยการประมูลใบอนุญาตบริการโทรศัพท์มือถือ 3G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ของ กทช.ที่คาดว่าน่าจะได้เห็นในปีนี้เป็นเป้าหมายสำคัญของ "เอไอเอส" ที่กลุ่มชินสนับสนุนเต็มที่

"เราเข้าประมูลด้วยแน่ มั่นใจสัก 80% ว่าได้เห็น เพราะ กทช.อนุมัติแผนความถี่แล้วหลังจากค้างเติ่งมาหลายปี ขณะนี้ กทช.ให้ สนง.กทช.ศึกษาต่อว่าจะจัดสรรความถี่และให้ใบอนุญาตอย่างไร"

เทียบกับคู่แข่งรายอื่น ด้านสถานะทางการเงิน "เอไอเอส" ไม่เป็นรองใครแน่

"โดยธรรมชาติคนที่เป็นรายเก่าต้องเข้าประมูลแน่ๆ ซึ่ง กทช.พูดคร่าวๆ ว่า ต้นทุนใบอนุญาตน่าจะราว 100-200 ล้านเหรียญในการเริ่มต้น แต่ประมูลจริงๆ จะไปหยุดที่เท่าไรไม่แน่ใจถ้าอยู่ในอัตรานี้ถือว่ารับได้"

"สมประสงค์" เชื่อว่าการลงทุน 3G ส่งผลดีในการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ ถัดมายังผลักดันให้การใช้ data service โตขึ้นด้วย เพราะคนไทยเริ่มคุ้นขึ้นแล้ว ช่วงที่ผ่านมาการใช้งานก็เพิ่มขึ้น เมื่อมี 3G ทำให้ใช้ง่ายขึ้น มีการใช้ไวร์เลสบรอดแบนด์อย่างแพร่หลายมากขึ้น สเต็ปถัดไปก็จะมีบริการ "ไวแม็กซ์" ออกมาอีก ทั้งหมดจะเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้งานด้านดาต้าและบรอดแบนด์ในไทยอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ก็จะเปลี่ยนไป มีมือถือรุ่นใหม่ๆ มีเน็ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่

"เป็นประโยชน์กับประเทศแน่ๆ ทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้น เพราะแต่ละรายจะลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1.5-2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น 3G เกิดขึ้นได้เร็วเท่าไรยิ่งดี?

เมื่อมี 3G การย้ายของลูกค้าในระบบ 2G เดิมจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่ง "สมประสงค์" เชื่อว่าภายใน 5 ปีจะมีคนหันมาใช้ 3G ไม่น้อยกว่า 60%

"การย้ายมาใช้ระบบใหม่เป็นพฤติกรรมของผู้ใช้อยู่แล้ว เราต้องสร้างเน็ตเวิร์กให้ดี ตรงกับความคาดหวังของลูกค้า ผู้บริโภคมีความต้องการในการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว อย่างวันนี้คนก็ซื้อมือถือ 3G ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้"

ประชาชาติธุรกิจ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



นักวิชาการ"ค้าน" กทช. เปิดประมูลใบอนุญาต 3G หวั่นมูลค่าประมูลสูง ส่งผลค่าบริการพุ่งตาม ประชาชนเสียประโยชน์

นายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ กทช. ที่เลือกวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยการประมูล เพราะเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าจะดูเหมือนโปร่งใสที่สุด

เนื่องจากหากมีปัญหามูลค่าการประมูลสูงมาก จะส่งผลให้ค่าบริการสูงตามไปด้วย และไม่มีการรับประกันว่าผู้ที่ชนะการประมูลที่ได้คลื่นความถี่ใหม่ไป จะจัดบริการได้เกิดประโยชน์กับประชาชน และผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด

ดังนั้นหาก กทช. มีความรับผิดชอบต่อสังคม ควรเปลี่ยนวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ ใช้วิธีการ Competitive hearing ซึ่งเป็นรูปแบบการรับฟังความคิดเห็นอย่างหนึ่ง คือ ผู้ที่สนใจเข้าประมูลต้องเสนอแผนโครงการการลงทุน 3จี และการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ใหม่ เปิดให้ทุกภาคส่วนสามารถถามหรือโต้แย้งได้

ทั้งนี้ วิธีการดังกล่าวจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า ใครควรได้รับคลื่นความถี่ใหม่ เพราะนอกจากประชาชนสามารถได้รับรู้แล้ว คู่แข่งยังสามารถโต้แย้งโครงการที่อีกฝ่ายนำเสนอได้ด้วย

"เย้ย"เลียนแบบงานประมูลรสก.

“กทช. อ้างว่าประมูลโปร่งใส และใช้วิธีพิจารณาคุณสมบัติขั้นต้น มาคัดกรองผู้เข้าร่วมการประมูล นั่นคือไม่มีความแตกต่างจากการประมูลที่รัฐวิสาหกิจในปัจจุบันใช้อยู่ และที่สำคัญ กทช. เป็นผู้คัดเลือกเอง ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม” นายอนุภาพกล่าว

ขณะเดียวกัน การจัดสรรแบบรับฟังความเห็น ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนว่า ผู้มีส่วนได้เสียใดบ้างที่ต้องเข้าร่วม และ กทช. มีหน้าที่ต้องเชิญมาเข้าร่วม ไม่ใช่การจัดรับฟังความคิดเห็นทั่วๆ ไปเหมือนที่ กทช. เคยจัดมาแล้ว ซึ่งไม่เกิดประโยชน์

"ประชาชนจะสามารถเลือกได้ว่า โครงการของผู้เสนอใดดีที่สุด และเป็นการตัดสินไปในตัวให้ กทช. ต้องจัดสรรให้รายนั้น ส่วนเรื่องมูลค่า อาจไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นสำคัญกว่า เช่น ถ้าประชาชน เลือกข้อเสนอว่า ให้ลงทุนในพื้นที่ห่างไกล ใช้เวลา 1 ปี และเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายอื่นเข้าใช้โครงข่ายได้ สิ่งที่ตามมาคือ ในพื้นที่ห่างไกลจะมีบริการโทรคมใน 1 ปี และเกิดผู้ให้บริการรายใหม่" นายอนุภาพกล่าว

นอกจากนี้ เรื่องจำนวนใบอนุญาต กทช. ต้องระบุให้ชัดเจนว่า จะให้จำนวนเท่าใดและเปิดโอกาสให้มีรายใหม่ได้รับจำนวนเท่าใด เช่น กรณีมีใบอนุญาต 4 ใบ มีการันตี 1 ใบสำหรับรายใหม่ แต่อีก 3 ใบที่เหลือเปิดให้รายเดิมและใหม่เข้าขอรับการจัดสรรร่วมกัน ไม่ใช่กำหนดให้ 3 ใบสำหรับรายเดิมเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการชัดเจนว่า ต้องการให้รายเดิม 3 รายในตลาดได้รับไป และเปิดโอกาสให้มีรายใหม่เพียง 1 รา เพราะ กทช. ไม่ได้มีอำนาจกำหนดว่าควรมีผู้ให้บริการกี่ราย แต่ต้องให้ตลาดเป็นคนตัดสิน

พร้อมย้ำว่า วิธีการประมูลใบอนุญาต ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน หรือต่อผู้ให้บริการ และต่อประเทศชาติ แต่มีประโยชน์กับผู้กำกับดูแลที่จะได้รับเงินจากการประมูล ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า กทช. มีหน้าที่กำกับการแข่งขันให้เกิดขึ้น และดูแลคุ้มครองผู้บริโภค

หลายประเทศเลิกเปิดประมูล

นายอนุภาพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรใบอนุญาตด้วยวิธีประมูล เริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา และยังคงใช้อยู่ ภายหลังแพร่หลายเข้ามาในยุโรป โดยมีผู้ให้บริการหลายรายประมูลแล้วยกเลิก หรือชะลอการลงทุน เพราะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากการประมูลไม่ไหว ผลเสียคือ 3จี เกิดช้า มีความเสียหายทางการเงิน และต้องเสียเวลาจัดประมูลใหม่อีกรอบ และหน่วยงานที่จัดสรรได้รับประโยชน์ ท้ายที่สุดในยุโรป จึงมี 3จี เกิดเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเอง

ขณะที่ ปัจจุบัน หลายประเทศได้ยกเลิกวิธีการประมูลไปแล้ว ทั้งในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี และหลายประเทศในยุโรป เนื่องจากเห็นตัวอย่างว่า ใครมีเงินมากก็จะมีสิทธิ์ได้ใบอนุญาตไป ซึ่งผู้ให้บริการคงไม่อยากได้วิธีนี้แน่นอน เพราะยิ่งมีคนเข้าประมูลมาก มูลค่าก็ยิ่งสูงขึ้น เว้นแต่มีการฮั้วกันเท่านั้น

ทีดีอาร์ไอ "ผิดหวัง" กทช.

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผิดหวังที่สุดกับการที่ กทช. ประกาศว่าจะเปิดให้มีการประมูลคลื่น 3 จี โดยที่ไม่ให้ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นที่ให้มาว่าอายุใบอนุญาตเกิน 10 ปี และต้องเป็นนิติบุคคลไทยนั้น เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ผู้ประกอบการรับทราบอยู่แล้ว ซึ่ง กทช. ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อศึกษาและประกาศข้อมูลนี้

"ตอนนี้คนทั้งหลายเขาอยากรู้ว่า กฎเกณฑ์ที่จะออกมามีอะไรบ้าง คุณสมบัติของผู้เข้าประมูล วงเงินขั้นต่ำที่ประมูลอยู่ที่เท่าไหร่ จะต้องสร้างสถานีเครือข่ายให้ครอบคลุมแค่ไหน และจะให้ใบอนุญาตกี่ใบ เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่ทุกคนอยากรู้ ไม่ได้อยากรู้ในเรื่องเดิมๆ ที่ประเทศไหนเขาก็รู้อยู่แล้ว เพราะทุกคนต้องการไปเตรียมแผนการลงทุน" นายสมเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ออกมานั้น สามารถมองได้ใน 2 ทาง คือ กทช. ต้องการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการรายเดิม และ 2. กทช. มีความเห็นเบื้องต้นอยู่แล้วแต่ไม่ยอมเปิดเผย

"ผมเชื่อว่าหากเป็นอย่างนี้ ในปีนี้เราก็ยังไม่ได้ใช้ 3 จี การที่บอกว่าจะออกใบอนุญาตได้ในไตรมาส 3 นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต่นเต้นอะไร" นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการวิเคราะห์กันว่า มีผู้ประกอบการบางรายไม่พร้อมที่จะเข้าประมูล เลยดึงเรื่องไว้ไม่ให้มีการออกหลักเกณฑ์นั้น ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากเชื่อว่า ผู้ประกอบการทุกรายในขณะนี้ ต้องการคลื่นใหม่ เพื่อผลประโยชน์ทางด้านค่าธรรมเนียมที่จะจ่ายน้อยลง

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ 4 ราย ซึ่งทุกวันนี้ทุกรายต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับกสท โทรคมนาคม และทีโอที ในสัดส่วนที่ลดหลั่นกันไป ดังนั้นเมื่อมีการจัดสรรคลื่น 3 จี ที่เร็วกว่าและดีกว่ามา ทุกรายก็ต้องการอยู่แล้ว เพราะเท่ากับว่า ผู้ประกอบการรายเดิม ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานให้แก่คู่สัญญา แต่จะไปเสียค่าธรรมเนียมให้ กทช. แทน ซึ่งน่าจะเป็นเม็ดเงินที่ต่ำกว่าเดิมมาก

ประมูล"ทางลัด"คลอด 3จี

ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ในแง่ผู้ประกอบการ ขอให้ กทช. ออกหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ก็พร้อม แม้ว่าการประมูลจะไม่ใช่วิธีดีที่สุด หรือเสียค่าใช้จ่ายสูงก็ตาม แต่เป็นวิธีที่เหมาะสมกับประเทศในขณะนี้ เพราะจะเกิดได้เร็วกว่าวิธีอื่น เนื่องจากหากเลือกวิธีประกวดราคา หรือผสมผสาน ก็ถกเถียงกันมาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้วก็ไม่ได้ข้อสรุปในรายละเอียด จนกระทั่งมาถึงวิธีการประมูล

ส่วนกรณีที่นักวิชาการ แนะเรื่องให้ออกเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็น เฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ในแง่มุมของผู้ให้บริการมือถือ เห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะแม้แต่เป็นผู้ไปพูดบนเวที ให้ข้อคิดเห็นอย่างเป็นทางการไปยัง กทช. ก็ตาม ยังไม่เคยเห็น กทช. รับฟังจนถึงนำความคิดเห็นไปเป็นข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ออกเกณฑ์ตามข้อชี้แนะจากคนในอุตสาหกรรมแต่ประการใด

"ทรู"พร้อมระดมทุนแข่งประมูล

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่มือถือ 3จี ด้วยวิธีการประมูลตามที่ กทช. ตัดสินใจเลือกไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นวิธีที่ยอมรับได้ แต่ยังต้องรอดูเงื่อนไข และหลักเกณฑ์การเข้าร่วมประมูล ที่จะออกมาในอนาคต ถ้าเป็นเงื่อนไขที่ต้องใช้เงินทุนสูง และต้นทุนการให้บริการสูง อาจก่อให้เกิดการผลักภาระไปยังผู้บริโภค

ทางด้านทรู มีความพร้อมเข้าร่วมการประมูล หากเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ออกมาดี ส่วนเรื่องภาระหนี้ที่มีอยู่ไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถระดมทุนได้

"ใบอนุญาตใหม่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ไม่ใช่สัญญาสัมปทาน ไม่มีส่วนแบ่งรายได้ และการมีฐานลูกค้า 2จี อยู่เดิมจะช่วยให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้นด้วย" นายศุภชัยกล่าว

ทั้งนี้ การขายหุ้นเพิ่มทุนของทรู จำนวน 10,000 ล้านหุ้น หุ้นละ 1.95 บาท เพื่อระดมทุน 19,500 ล้านบาท ซึ่งในรอบแรกคาดไว้แล้วว่าจะยังขายไม่หมด ต้องมีเปิดขายรอบ 2 และ 3 แน่นอน แต่มั่นใจว่าจะขายหมดภายในปีนี้

ด้านปัญหาแพ็คเกจเครื่องไอโฟน 3จี ที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นไปตามระเบียบ กทช. ทางทรูยังไม่รู้ประเด็นปัญหาแน่ชัดว่าเป็นเรื่องใด และ กทช. ก็ยังไม่ได้เรียกเข้าไปชี้แจง แต่มั่นใจว่าไม่มีปัญหา เพราะก่อนทำตลาดมีการตรวจสอบระเบียบหลักเกณฑ์แล้ว และรูปแบบการทำตลาดทางแอ๊ปเปิ้ล ก็มีตัวอย่างมาจากหลายประเทศ มีความหลากหลายให้ประชาชนได้เลือก

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2552 | ข่าว ทั่วไป



วิน-วิน เกม "3G" คลื่นเก่า เทคโนโลยีใหม่

กว่าจะตกลงกันได้ ทั้งคู่ โดยเฉพาะ "ทรูมูฟ" ต้องออกแรงไปไม่ใช่น้อย กับกรณีการ อัพเกรดความถี่เดิม (850MHz) ด้วย HSPA เพื่อเปิด 3G

ถ้าคิดถึงว่าแรกเริ่มเดิมทีไม่มีคลื่นช่วงนี้เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยสิทธิภายใต้สัมปทานที่มีอยู่เดิมหรืออะไรก็แล้วแต่ การได้คลื่นมาใช้เพิ่มสำหรับ "ทรูมูฟ" ไม่เรียกว่า "คุ้ม" จะเรียกว่าอะไร

ออกแรงมากหน่อย ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ข้าง "ดีแทค" ก็ไม่เสียอะไร การยอมเปิดทางให้มีการนำความถี่มาเกลี่ยกันใหม่ทำให้คลื่นที่มีอยู่เดิมใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ

จากที่มีในมือ 12.5 MHz แต่ในทางเทคนิคใช้งานได้แค่ 5 MHz สู้ขยับคลื่นเกลี่ยใหม่ ถึงต้องแบ่งให้ทรูมูฟ 2.5 MHz แต่ทำให้คลื่นที่มีอยู่ใช้งานได้จริงถึง 10 MHz

ที่สำคัญยังไม่ต้องคอยระวังว่าจะมีใครหยิบเรื่องใช้คลื่นไม่คุ้มค่าขึ้นมาเป็นประเด็นในอนาคต

มีแต่ได้ ไม่มีเสีย ถึงกระนั้นกว่าจะตกลงกันได้ กลับไม่ง่าย

"ดีแทค" โดนโบ้ยเต็มๆ ว่า เป็นต้นเหตุให้ดีลยืดเยื้อ ทั้งๆ ที่เป็นคนต้นคิดเรื่องขยับคลื่นแท้ๆ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะเป็นช่วงรอยต่อระหว่าง "ซีอีโอ" เก่า-ใหม่

คนเก่าคิด-คนใหม่ทำ เป็นธรรมดาที่ต้องมีการทบทวนกันใหม่

สไตล์การทำงานที่แตกต่างกันระหว่าง "ซิคเว่ เบรคเก้" และ "ทอเร่ จอห์นเซ่น" ก็เรื่องหนึ่ง

"ดีแทค" ขอช้าๆ ได้ แต่ "ทรูมูฟ" ช้าไม่ได้ (ดีลไอโฟน 3G จ่อคิวอยู่) เรื่องที่ดูเหมือนจะ"ง่ายๆ" จึงกลายเป็นยากกว่าที่คิด

ว่ากันว่า ถ้า "กสท โทรคมนาคม" เด็ดขาด มีลูกล่อลูกชนในการบริหารจัดการคู่สัญญามากกว่านี้คงไม่ยืดเยื้อ และถึงกับต้องมีอุบัติเหตุเปลี่ยน "ซีอีโอ" กลางอากาศ และกระทบกระทั่งเลยเถิดถึงขั้นมีการขู่ฟ้องร้องด้วยซ้ำไป

ยังดีที่ในที่สุดแล้วสามารถตกลงกันได้

"จิรายุทธ รุ่งศรีทอง" รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่สายการเงิน บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวหลังประชุมร่วมกับ ดีแทค และทรูมูฟเพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยี HSPA ว่า ทั้ง ทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค และ ขจร เจียรวนนท์ กับ อธึก อัศวานันท์ ผู้บริหารของทรูมูฟเข้าใจตรงกันแล้วว่ากสทฯสนับ สนุนทั้งคู่ให้เปิดบริการ HSPA อย่างเท่าเทียม

"ที่ผ่านมาอาจสื่อสารกันน้อยไป "รอง เอ็มดี กสทฯ กล่าวและว่า "กสทฯยืนยันที่จะผลักดันให้ทั้งคู่เปิด HSPA และให้เกิด 3G เร็วที่สุด โดยจะเร่งรัดกระบวนการทำงานของ กสทฯ ด้วย"

"ดีแทค" จะได้ปรับปรุงคลื่นย่านความถี่ 839-849 MHz กับ 884-894 MHz

"ทรูมูฟ" จะใช้ย่านความถี่ 834.2-839 MHz กับ 879.2-884 MHz

"ดีแทคยอมย้ายลูกค้าระบบแอนะล็อกที่มีอยู่ 291 ราย ในย่านความถี่ที่ทรูมูฟจะเข้าไปใช้ทดสอบบริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย"

"จิรายุทธ" กล่าวด้วยว่า ดีแทคยังยินดีกลับมาใช้เกตเวย์โทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของ กสทฯตามเดิม รวมถึงจะสนับสนุนให้เกิดแบรนด์ร่วมกันระหว่างกสทฯกับดีแทคในการให้บริการ 3G ด้วย

สาเหตุที่การอัพเกรด 850 MHz ด้วย HSPA ไม่เร็วเหมือนกรณี "ทีโอที-เอไอเอส" ก็เพราะเอไอเอสทำบนความถี่ 900 MHz คลื่นเดิมที่ได้รับสัมปทาน แต่ "ดีแทค-ทรูมูฟ" อัพเกรดมาจากการจัดเกลี่ยคลื่นใหม่

ทรูมูฟและดีแทคต่างเป็นคู่สัญญาภายใต้สัมปทานเดียวกัน การนำคลื่นที่มีอยู่เดิมมาเกลี่ยกันใหม่เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น "กสทฯ" ย่อมได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย

ดีลนี้จึงน่าจะ "Win-Win" ด้วยกันทุกฝ่าย

ไม่ว่า "ทรูมูฟ-ดีแทค" ใครจะได้มากกว่า

ในฐานะเจ้าของสัมปทาน "กสทฯ" ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ประชาชาติธุรกิจ 29 มกราคม พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



DTAC-TrueMove จูบปากแบ่งเค้กลงตัว

กสทฯ ประสานรอยร้าวไกล่เกลี่ยดีแทค-ทรูมูฟ ยอมจับมือเดินหน้าทดลองให้บริการ 3 จีตามเดิม ด้านดีแทคโวยเหตุเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะที่ผ่านมา กสทฯ ไม่เคยยืนยันเป็นลายลักษณ์

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการหารือกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด กรณีการนำคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์มาทดลองให้บริการ 3 จี ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายได้มีความเข้าใจตรงกันแล้ว โดยสรุปได้คือ กสทฯ ยืนยันตามมติคณะกรรมการ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2551 ที่สนับสนุนให้ทั้งดีแทคและทรูมูฟปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือเพื่อให้บริการ 3 จี ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ได้อนุมัติแล้ว

ทั้งนี้ บอร์ดได้อนุมัติให้ดีแทคทำการปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือโดยใช้คลื่นความถี่ย่าน 839-849 คู่กับ 884-894 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนทรูมูฟให้ปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือโดยใช้คลื่นความถี่ 834.2-839 คู่กับ 879.2-884 เมกะเฮิรตซ์

อย่างไรก็ตาม จากท่าทีในการหารือในครั้งนี้ดีแทคต้องการให้บริการ 3 จีในเชิงพาณิชย์มากกว่าการทดลองการให้บริการ แต่คงต้องรอนำบริการดังกล่าวเข้าสู้ขั้นตอนมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน)

แหล่งข่าวจากดีแทค กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ดีแทคมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเนื่องจาก กสทฯ ไม่เคยยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะให้ดีแทคและทรูมูฟทดสอบในคลื่นใด และจากการหารือในครั้งนี้ถือว่ามีความชัดเจนมากขึ้น และส่วนการให้บริการเชิงพาณิชย์ก็ต้องรอให้ กสทฯ นำบริการดังกล่าวดำเนินเข้าสู่ขั้นตอนมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน.

ไทยโพสต์ 23 มกราคม 2552 | ข่าว ทั่วไป



ความสำเร็จที่มากกว่ายอดขาย เป้าหมาย "TrueMove" กับ "ไอโฟน 3G"

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเรียบร้อยกับ ไอโฟน 3G ของทรูมูฟ แม้แพ็กเกจทั้งค่าเครื่อง (28,500 บาท ไม่รวมแวตสำหรับ 16 GB) ค่าโทร.ที่ออกมาจะดูไม่เร้าใจนัก (แพ็กเกจที่ไม่ต้องเสียค่าเครื่องต้องจ่ายรายเดือนขั้นต่ำ 1,399 บาท นาน 2 ปี ได้โทร.ฟรีแค่ 100 นาที เป็นต้น)

ถึงวันจริง วันแรก 16 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา "รอยัล พารากอน ฮอลล์" ถือว่าคึกคักพอสมควรทั้งด้วยจำนวนลูกค้าที่มารอรับเครื่องกะด้วยสายตาน่าจะ ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน เพราะคิวยาวเหยียดไปถึง โรงหนัง และยาวต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ เรื่อยไปจนถึงเที่ยงคืนวันเดียวกัน ทั้งจากกองทัพนักข่าว และผู้สังเกตการณ์ ตลอดจนแฟนคลับ AF ที่มาชมมินิคอนเสิร์ต

"ทรูมูฟ" เปิดให้ผู้ที่สนใจไอโฟน 3G จองซื้อเครื่องผ่าน www.truemove.com และ www.weloveshopping.com มา ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ถัดจาก 3 วันแรกของการเปิดตัวไปแล้ว ลูกค้าสามารถรับเครื่องได้ที่ทรูช็อป ทรูมูฟช็อป ร้านไอสตูดิโอ และคีออสก์ของเพาเวอร์บายกว่า 100 แห่งทั่วกรุงเทพฯ จนถึงกลางเดือน ก.พ.นี้ หลังจากนั้นจะมีเครื่องวางขายผ่านช่องทางต่างๆ ของกลุ่มทรู (16 ก.พ.เป็นต้นไป)

"เยอะแต่ตามข้อตกลงที่เราทำไว้กับ แอปเปิลไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้" ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มทรูกล่าวเมื่อมีการถามถึงตัวเลขยอดจองซื้อไอโฟน 3G พร้อมทั้งกล่าวต่อด้วยว่า "แพ็กเกจของเราบางคนก็บอกว่าแพง บางคนก็จะบอกว่าไม่แพง คงแล้วแต่กลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะแฟนพันธุ์แท้ของแอปเปิลจะรู้สึกว่าไม่แพงเลย"

มากกว่าตัวเลขยอดขายเครื่อง (แม้จะรับเป้าจากแอปเปิลมาหลักแสนเครื่องต่อปี) "ศุภชัย" มองว่าการได้สิทธินำ "ไอโฟน 3G" เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยของทรูมูฟคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ไม่เพียงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ธุรกิจ ยังทำให้ภาพ convergence ของกลุ่มทรูชัดเจน และจับต้องได้มากขึ้นด้วย

"3G/ไว-ไฟ/เอดจ์/จีพีอาร์เอส" เรียกว่า ใช้ได้หมดทุกแพลตฟอร์มจึงน่าจะเข้าไปเติมเต็มชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่สมความตั้งใจของกลุ่มทรู โดยมี "ทรูมูฟ" นำทีม

"นอกจากเป็นดีไวด์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ธุรกิจของเราแล้ว ผมยังคิดว่าไอโฟน 3G จะเป็นตัวที่มาจุดประกายการใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ บนมือถือมากขึ้น เชื่อว่าจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและคอนเทนต์ใหม่ๆ มากขึ้นด้วย เป็นการผลักดันและสร้างพฤติกรรมการใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ"

เป็นความสำเร็จของการนำ "ไอโฟน 3G" เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย สำหรับ "ทรูมูฟ" ที่มากไปกว่าเป้าหมายด้านยอดขายว่าจะต้องทำให้ได้กี่แสนหรือกี่ล้านเครื่อง

จริงอยู่ที่ลูกค้าที่ใช้บริการของคู่แข่งก็สามารถใช้ "ไอโฟน 3G" ได้เช่นเดียวกับลูกค้า "ทรูมูฟ" ทั้งด้วยการซื้อจากเกรย์ มาร์เก็ต หรือซื้อสิทธิต่อจากลูกค้าทรู (ขายเครื่องเปล่า 1 สิทธิต่อ 2 เครื่อง)

แต่ "ศุภชัย" เชื่อว่า ด้วยความพร้อมของเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ทั้งด้วยจีพีอาร์เอส, เอดจ์ และ 3G ของทรูมูฟ และ "ไว-ไฟ" ของทรู รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่างๆ ขึ้นมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นทรูสปอร์ต (อัพเดตผลกีฬา) ทรูมิวสิก (อัพเดตเพลงท็อปชาร์ต) ช็อปปิ้งผ่าน Weloveshopping หรือดูตารางออกอากาศ และตัวอย่างรายการของ "ทรูวิชั่นส์" เป็นต้น

ไม่นับศักยภาพของเครื่อง "ไอโฟน" ที่เข้าถึงการใช้งานด้านมัลติมีเดียได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ "ทรูมูฟ" มีความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเอไอเอส หรือดีแทค อย่างแน่นอน

"ระบบอื่นนำไอโฟน 3G ไปใช้ได้ก็จริง แต่ผมเชื่อว่าเราตอบสนองความเป็น convergence ได้ดีกว่า"

"ศุภชัย" กล่าวว่า ในแง่เป้าหมายด้านยอดขายคงบอกไม่ได้อย่างที่รู้กัน แต่จะไม่โอเวอร์แน่นอน เพราะตลาดสมาร์ตโฟนในบ้านเราโดยปกติจะเติบโตในหลักซิงเกิล ดิจิตที่ 7-8% ต่อปี และไอโฟน 3G ก็คงเข้ามาแชร์ตลาดนี้แต่กับการใช้น็อนวอยซ์เชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นมากจากข้อมูลที่เกิดกับตลาดต่างประเทศ การใช้น็อนวอยซ์จะเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า

"เราคงไม่ได้คาดหวังไว้ขนาดนั้น แต่เชื่อว่าจะทำให้การใช้งานเพิ่มขึ้น การนำไอโฟน 3G เข้ามาทำตลาดของทรูมูฟเป็นเรื่องของความลงตัวระหว่างโปรดักต์กับยุทธศาสตร์ธุรกิจที่เราวางไว้ ทำให้การใช้บรอดแบนด์ ไร้สายไม่จำกัดอยู่แค่บนจอคอมพิวเตอร์ ต่อไปอาจดูทรูวิชั่นส์ผ่านไอโฟนได้เลย"

นอกเหนือจากต้นทุนค่าเครื่อง ที่ว่ากันว่านอกจากเป้ายอดขายปีละไม่ต่ำกว่าแสนเครื่อง นาน 2 ปีแล้ว ยังเป็นการขายขาดไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ก็ต้องรับไป และอีกมากมาย

ทั้งหลายทั้งมวลสำหรับกลุ่ม "ทรู" ถึงเสี่ยงก็ "คุ้ม" เพราะได้ทั้งคลื่นที่ไม่เคยมีมาก่อน (850MHz) มาอัพเกรดบนเทคโนโลยี HSPA ล่วงหน้าทำ 3G ไปก่อนคู่แข่ง (ดีแทค) ทั้งที่ตัวตั้งตัวดีเป็นดีแทค จนได้ชื่อว่า เป็นค่ายมือถือเจ้าแรกและ เจ้าเดียว (ในขณะนี้) ที่มี "ไอโฟน 3G" ขาย ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มแข็งแรงขึ้นทุกที...ใครว่าไม่คุ้ม?

ประชาชาติธุรกิจ 22 มกราคม พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



ข่าว ทั่วไป หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15 

ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard Driver Download| ExpressCard| AirCard USB| PCMCIA AirCard| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| EDGE AirCard| 3G AirCard| 3G Router| 3G Access Point| Speed Test| Speedtest| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์