GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

‘มั่น’ดันบรอดแบนด์ไร้สาย HSPA ผ่าทางตันก่อนทีโอที/กสทล่มสลาย

รมว.ไอซีที ‘มั่น พัธโนทัย’โชว์แนวคิดแก้ปัญหาสัญญาร่วมการงาน,รายได้ทีโอที/กสทที่ตกต่ำ,การเกิดสุญญากาศไลเซนส์ 3G ทำให้ประเทศไม่พัฒนาด้านโทรคมและอินเทอร์เน็ต เดินหน้าผลักดันทีโอที/กสท จับค่ายมือถือดีแทค เอไอเอส ทรูมูฟ เป็นพันธมิตรให้บริการไวร์เลส บรอดแบนด์ HSPA พร้อมลุยอีก 2 นโยบายหลัก ปั้นซอฟต์แวร์คอนเทนต์ให้มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทและเร่งผลักดันกม.เกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเปิดรายชื่อบอร์ดทีโอที/กสท

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ในชั่วโมงกาแฟหรือ Coffee Hour วานนี้ (17มี.ค.) จะสั่งการให้ผู้บริหารของบริษัท ทีโอทีกับบริษัท กสท เร่งประชุมและหารือร่วมกับบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้สัมปทานทั้งดีแทค เอไอเอส และทรูมูฟในการลงทุนพัฒนาบริการใหม่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (wireless broadband) ด้วยคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่ในเทคโนโลยี HSPA ที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยีระบบGSM เดิม

‘การลงทุนไวร์เลส บรอดแบนด์ จะช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งทีโอที กสท บริษัทมือถือทั้งหมดในระหว่างที่เกิดสุญญากาศเรื่องไลเซนส์มือถือ 3G’

ในด้านทีโอทีกับ กสท จะได้ประโยชน์ในแง่ที่ดึงเอกชนที่มีศักยภาพด้านการให้บริการไม่ว่าจะเป็นดีแทค เอไอเอส ทรูมูฟ เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์หรือ Strategic Partner เพื่อไม่ให้ขัดต่อพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐและเอกชน พ.ศ.2535 เพราะไม่ได้เป็นการแก้สัญญาร่วมการงานหลัก โดยผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายจะพิจารณาโครงสร้างและรูปแบบการให้บริการร่วมกันอย่างรอบคอบโดยเชื่อว่าเอกชนก็พร้อมลงทุนเต็มที่เพราะต้นทุนการติดตั้งเพิ่มจาก GSM base station อยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อสถานีเท่านั้น

‘ถ้าปล่อยให้สัญญาสัมปทานหมดอายุไป ทีโอทีกับกสท ก็จะไม่เหลืออะไร เพราะลูกค้าก็จะถูกโอนไปเป็นของเอกชนหมด ทางรอดของทั้ง 2 หน่วยงานคือต้องดึงเอกชนเป็นพันธมิตรเอาไว้’

นายมั่นกล่าวว่า ได้หารือและศึกษางานจากนักวิชาการที่ปรึกษาและอดีตข้าราชการในวงการโทรคมนาคม และคนในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไม่ว่าจะเป็นนายสิทธิชัย โภไคยอุดม นายไกรสร พรสุธี นายดิเรก เจริญผล นายรอม หิรัญพฤกษ์ นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ต่างมีความเห็นร่วมกันว่าวันนี้เกิดสุญญากาศในการพิจารณาคลื่นความถี่มานานแล้ว แต่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจการลงทุนต้องเดินหน้าทุกวันจึงไม่สมควรปล่อยให้สัมปทานบริษัทมือถือหมดลง โดยไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะรายได้หลักของทีโอทีและ กสท ลดต่ำลงต่อเนื่องและการพัฒนาบริการใหม่ก็ช้าจึงมีแนวโน้มที่ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยจะแย่ลงไปด้วย

ทั้งนี้ นโยบายเรื่องพัฒนาบริการไวร์เลส บรอดแบนด์ถือเป็นหนึ่งในสาม ภารกิจเร่งด่วนที่รมว.มั่นต้องการสร้างให้เกิดโดยเร็ว โดยไวร์เลสบรอดแบนด์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานเป็นอินฟราสตรักเจอร์หรือเป็นทางด่วนสายหลัก ที่จำเป็นต้องมีรถหรือคอนเทนต์หรือซอฟต์แวร์มาวิ่ง ภารกิจที่สองคือการปั้นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยให้เติบโตจนมีมูลค่าถึง 2 แสนล้านบาทจากปัจจุบันธุรกิจด้านนี้ของไทยมีมูลค่าปีละ 5 หมื่นล้านบาท แต่เป็นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยน้อยมาก เพราะขาดอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ทั้งๆ ที่บุคลากรมีศักยภาพสูงซึ่งกระทรวงไอซีทีจะเข้าไปสนับสนุนเครื่องมือให้คนไทย และประสานงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องการจดลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรต่างๆ ด้วย

ส่วนภารกิจที่สามคือการเร่งรัดในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีมากว่าปีแล้ว โดยกระทรวงไอซีทีกับเนคเทคได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ยังไม่เรียบร้อยดี เช่น เรื่อง E-signature law, E-contract law รวมไปถึงบทกำหนดโทษ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนและธุรกิจในยุค paperless

‘ผมจะเข้าไปประสานงานทั้งในส่วนเนคเทคและกทช.หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติในเรื่องที่คั่งค้างอยู่ เพื่อให้เดินหน้าต่อได้แม้ในเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุด’

สำหรับเทคโนโลยี HSDPA(Hi Speed Downlink Pocket Access) เป็นหนึ่งในพัฒนาการบนพื้นฐานระบบ GSM (GSM, EDGE, WCDMA, HSDPA, HSUPA) นอกจากนี้กว่า 86% ของ Mobile Market Share ของโลกอยู่ใน GSM Family และปัจจุบัน 316 GSM-Family Networks ได้ถูกนำไปใช้ใน 147 ประเทศ ด้วยจำนวน 190 เน็ตเวิร์กโดยใน 83 ประเทศเป็นเทคโนโลยี WCDMA ส่วน 154 เน็ตเวิร์ก ใน 71 ประเทศเป็น HSDPA

รายชื่อบอร์ดทีโอที กสท

สำหรับรายชื่อบอร์ดทีโอทีกับบอร์ดกสทอย่างไม่เป็นทางการประกอบด้วยรายชื่อบอร์ดทีโอที1. ธีรวุฒิ บุณยะโสภณ ประธานบอร์ดทีโอที อดีตอธิการบดีม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2. พล.ท.วิทวัส รัชตะทรัพย์ ผอ.ศูนย์พัฒนากิจการอวกาศ กลาโหม3. ระเฑียร ศรีมงคล ผู้ช่วยกก.ผจก.ใหญ่อาวุโส ธนาคารนครหลวงไทย 4. วรพัฒน์ ทิวถนอม รองปลัดกระทรวงไอซีที5. พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ รัตนะพร อดีตรองประธานบอร์ดทีโอที6. วิชัย ศรีขวัญ อธิบดีกรมการปกครอง 7. พล.ต.ชวลิต ไกรสมสาตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก 8. ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ ผอ.สำนักพัฒนาขีดความสามารถ สภาพัฒน์ฯ 9. นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ กก.ผจก.บริษัทเอกชน10.เข็มชัย ชุติวงศ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีล้มละลาย และ11.วิศาล วุฒิศักดิ์ศิลป์ รองอธิบดีกรมศุลกากร

ส่วนรายชื่อบอร์ดกสท ประกอบด้วย1. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานบอร์ด กสท2. เสกสรรค์ รอยลาภเจริญพร อดีตรองกจญ.3. นิธิศ มงคลพัฒนกุล อดีตอัยการพิเศษ4. พล.อ.ทนงศักดิ์ ตุวินันทน์ ผู้ทรงคุณวุฒิบก.สส.5. พล.ต.ท.พงศ์พัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผบ.ตร.6. พรศักดิ์ ศรีณรงค์ รองอธิบดีอัยการแผนกคดีอาญา 7. ธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที 8. พิศาล จอโภชาอุดม กก.ผจญ.กสท9. อาคม เติมพิทยาไพศิษฐ์ รองเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ10. ผศ.ปรีชา อ่องอารี อธิการบดี ม.พระจอมเกล้า พระนครเหนือ และ11.จิตเกษม งามนิล อดีตรองอธิการบดี ม.เทคโนโลยีมหานคร

ผู้จัดการออนไลน์ 19 มีนาคม 2551 10:26 น. | ข่าว 3G



ไอซีทีลั่น6เดือนคลอด 3G 'ทรู'จ๋อยไร้คลื่น

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า มีแผนให้ไทยเข้าสู่ระบบ 3G ภายใน 6-12 เดือน

ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และผู้ให้บริการซึ่งพร้อมสนับสนุนและร่วมลงทุน โดยเตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลด้วย

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กสทฯ จะร่วมมือกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ "ดีแทค" พัฒนาคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการระบบ 3 จี ส่วนบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะร่วมมือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เพื่อพัฒนาคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งการเลือกทั้ง 2 คลื่นเนื่องจากมีอุปกรณ์รองรับการให้บริการมากกว่าย่านความถี่อื่น

ส่วนบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือฮัทช์ อยู่ระหว่างการเจรจา หากการเจรจาสำเร็จจะทำให้สถานีฐานในการให้บริการลูกค้าในระบบ 3Gมีมากขึ้นถึง 9 พันสถานีฐาน เนื่องจากระบบซีดีเอ็มเอ 25 จังหวัดของฮัทช์มี 3 พันสถานีฐาน และในส่วนของทรูมูฟมีสถานีฐานจำนวน 6 พันสถานีฐาน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถ้าบริษัทได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ จาก กสทฯ ก็พร้อมพัฒนาโครงข่ายให้เข้าสู่ระบบ 3Gทันที เนื่องจากปัจจุบันทรูมูฟใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์.

ไทยโพสต์ 22 มีนาคม 2551 | ข่าว 3G



“มั่น”ขีดเส้นไทยต้องมี 3G ใน6เดือน หวั่นทีโอทีประเคน HSPA เอไอเอสผิดกม.

‘มั่น’ประกาศเร่งสร้างผลงานให้ประเทศไทยมีระบบมือถือ 3G ใน 6 เดือนด้วยการตั้งคณะกรรมการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ขัดกับกฎหมาย ด้านทีโอทีอาศัยมรดกเอ็มโอยูที่พล.อ.สพรั่งกับพ.อ.นที ในฐานะบอร์ดชุดเก่า ประเคน 3G ให้เอไอเอสที่พร้อมให้บริการใน 6 เดือน ไม่รอบอร์ดใหม่ ตัดหน้านโยบายรมว.ไอซีที คนในชี้หวั่นผิดกม.เพราะเปลี่ยนเทคโนโลยีผิดสัญญาหลัก เอื้อประโยชน์เอกชนทำรัฐเสียหาย เตรียมล้างคุกรอผู้บริหารที่เกี่ยวข้องตามรอยคดีปรับลดส่วนแบ่งรายได้พรีเพดของคตส.

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที กล่าวว่า ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาระบบโทรศัพท์มือถือของประเทศไทยเข้าสู่ระบบ 3G ภายใน 6-12 เดือนหลังจากนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความเป็นอยู่ของประเทศให้ดีขึ้น

“หลังจากเข้ารับตำแหน่งผมได้เข้าหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.เป็นจำนวน 2 ครั้ง โดยเป็นการหารือหาแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีประเทศไทยให้ทันสมัยเพราะปัจจุบันนับได้ว่าประเทศไทยล้าหลังต่างชาติมากแล้วแม้กระทั่งเขมร และขณะนี้ประเทศเวียดนามเองก็ประกาศลงทุน 3G ก่อนประเทศไทยซึ่งผมจะไม่ยอมให้เวียดนามเดินไปได้ก่อน”

อย่างไรก็ดี จากการประชุมร่วมกันระหว่างภาครัฐคือ บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคมกับภาคเอกชนคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมาได้ข้อสรุปว่าทีโอทีและกสทจะให้คู่สัญญาอัปเกรดคลื่นความที่เป็นระบบ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSDPA( High-Speed Data Packet Access) ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิมซึ่งเอกชนจะต้องเป็นผู้ลงทุนปรับปรุงระบบและโอนโครงข่ายทั้งหมดให้ทีโอทีและกสท เมื่อหมดอายุสัญญาสัมปทาน

ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาระบบ3Gเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้กระทรวงไอซีทีก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเพื่อไม่ให้ขัดกับกม.

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการนำคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ด้วยการอัปเกรดความถี่เป็นระบบ 3G โดยกสท ก็จะร่วมมือด้วยการนำความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์มาพัฒนาเพื่อให้สามารถให้บริการระบบ 3G ได้ ส่วนทรูมูฟนั้น กสทจะแบ่งความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ครึ่งหนึ่งจาก บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดียให้ทรูมูฟเอามาพัฒนา ด้านทีโอทีก็จะร่วมมือกับเอไอเอสเพื่อพัฒนาความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เดิมเป็นระบบ 3G โดยที่เลือก 2 ความถี่ดังกล่าวเนื่องจากมีอุปกรณ์รองรับการให้บริการมากกว่าย่านความถี่อื่น

“เราได้ตกลงกับทรูมูฟภายหลังจากหารือร่วมกับรมว.ไอซีที และได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์อัปเกรด 3G ให้กับทรูมูฟ เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมกัน โดยหลังจากนี้ทรูมูฟจะกลับไปทำหนังสือขอแบ่งใช้ความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์จากฮัทช์มาใช้พัฒนา”

AIS ขึ้นแท่นให้บริการ3Gรายแรก

นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสจะสามารถให้บริการ 3Gได้ในอีก 6 เดือนหลังจากนี้ โดยขณะนี้บริษัทได้ใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ อัปเกรดระบบ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSPA เรียบร้อยแล้วโดยเบื้องต้นเอไอเอสจะอัปเกรดสถานีฐานเดิมเป็นระบบ 3G จำนวน 30 สถานีฐาน ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าว หัวเว่ยให้ใช้อุปกรณ์ฟรีไปก่อนแต่หากคำนวณเงินลงทุนอัปเกรดทั่วประเทศจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 36,000 ล้านบาท โดยคำนวณจากเงินลงทุนจำนวน 50 เหรียญสหรัฐ/ลูกค้า 1 คน โดยปัจจุบันเอไอเอสมีจำนวนลูกค้าทั้งหมด 24 ล้านราย

สาเหตุที่เอไอเอสสามารถเริ่มดำเนินการได้รวดเร็วกว่าผู้รับสัมปทานฝั่ง กสท เนื่องจาก เอไอเอสทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกันในการส่งเสริมและพัฒนากิจการโทรคมนาคมไทยในสมัยบอร์ดชุดที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธานและมีพ.อ.นที ศุกลรัตน์เป็นหนึ่งในกรรมการโดยการดำเนินการอัปเกรดความถี่เดิมเป็น 3G ไม่ผิดสัมปทานเพราะสัมปทานระบุว่าผู้รับสัมปทานมีสิทธิพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอยู่เสมอ

“การอัปเกรดความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เป็นไปอย่างจำกัดเพราะคาปาซิตี้บนคลื่นความถี่มีการใช้งานจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่มีเครื่องลูกข่ายออกมารองรับการใช้งาน 3G บนความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์มากนัก เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงประเทศออสเตรเลียเท่านั้นที่พัฒนาความถี่ดังกล่าวเป็นระบบ 3G แต่เอไอเอสก็มีการเตรียมพร้อมด้วยการสั่งผลิตมือถือโฟนวัน ระบบ 3G ในย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับการใช้งาน”

ดีแทคคุยได้เปรียบเอไอเอส

นายซิคเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้เปรียบเอไอเอส 3 ข้อคือ 1.ดีแทคได้ทำการทดสอบระบบ 3G ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามกับกสท 2.เครื่องลูกข่ายที่ผลิตขึ้นมารองรับระบบ 3G บนความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์มีจำนวนมาก เนื่องจากใน 27 ประเทศทั่วโลกมีการอัปเกรดความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 3G และ 3.ความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ในประเทศไทยยังไม่มีการนำมาใช้งานจึงมีคาปาซิตี้มากพอสำหรับการให้บริการ 3G

ในขณะที่ ความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ มีการใช้งานจนคาปาซิตี้เกือบเต็มแล้ว โดยในเบื้องต้นดีแทคเตรียมเงินลงทุนราว 5,000 ล้านบาท

ทรูมูฟพร้อมลงทุนทันที

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ถ้าหากทรูมูฟได้รับการจัดสรรความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์จากกสทก็พร้อมที่จะพัฒนาโครงข่ายให้เข้าสู่ระบบ 3Gทันที โดยทรูมูฟเตรียมเงินลงทุนเบื้องต้น 10,000-15,000 ล้านบาท

ระวังผิดสัญญาสัมปทาน

แหล่งข่าวจาก ทีโอที กล่าวว่า การที่ทีโอทีอนุญาตให้เอไอเอสให้บริการ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSPA ถือเป็นความสุ่มเสี่ยงจะขัดสัญญาร่วมการงานหลักเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีประเด็นสำคัญอย่างน้อย 2-3 ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ประกอบด้วย 1.การที่เอไอเอสอ้างว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพโครงข่ายหรือคุณภาพการให้บริการ ไม่ขัดกับสัญญาหลัก คำถามที่เกิดขึ้นคือการพัฒนาดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีก็ถือว่าขัดสัญญาหลัก เนื่องจากสัญญาหลักกำหนดให้บริการระบบ NMT บนความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์และพัฒนาไปเป็นระบบดิจิตอล GSM เท่านั้น

2.คำจำกัดความของ HSPA ถือว่าเป็นบริการ 3G ตามมาตรฐาน ITU หรือไม่ เพราะหากระบุว่า HSPA คือ 3G ก็หมายถึง บริการที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถูกระบุไว้ในสัญญาร่วมการงานหลักระหว่างทีโอทีกับเอไอเอส ถือได้ว่าเป็นบริการใหม่หรือเป็นโครงการใหม่ จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการตามพ.ร.บ.ร่วมการงานระหว่างรัฐกับเอกชนพ.ศ.2535

“ทางแก้ปัญหาคือต้องชี้แจงว่าเป็นการอัปเกรดระบบเหมือนพัฒนาจาก GPRS ไปเป็น EDGE และไปสู่ HSPA แต่การประกาศปาวๆว่าเป็น 3G ทำให้มองได้ว่าเป็นบริการใหม่ โครงการใหม่ ต้องทำให้ถูกกฎหมายและไม่ขัดสัญญาหลัก ที่สำคัญทีโอทีต้องมีการเจรจาเพื่อให้รัฐได้ประโยชน์ที่สมควรจะได้ ไม่ใช่รวดเร็วขนาดเอกชนยังเตรียมตัวไม่ทัน”

แหล่งข่าวกล่าวว่า นโยบายของรมว.ไอซีทีเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ฝ่ายที่รับนโยบายมาปฏิบัติต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและคำนึงเรื่องสัญญาที่ผูกพันระหว่างกัน แต่การที่ทีโอทีอาศัยลูกชุลมุนอ้างว่ามีการเซ็น MOU ระหว่างทีโอทีกับเอไอเอสแล้ว ทำให้ทีโอทีดำเนินการทุกขั้นตอนเพื่อให้เอไอเอสให้บริการ 3G หรือ HSPA โดยเร็ว อาจผิดกฎหมายและถือเป็นการทำให้รัฐเสียประโยชน์ได้

แหล่งข่าวย้ำว่า ทีโอทีทำเร็วกว่านโยบายของรมว.ไอซีทีด้วยซ้ำ เร่งรีบในช่วงบอร์ดใหม่ยังไม่มากำกับดูแล อาศัยมรดกที่บอร์ดพล.อ.สพรั่งกับพ.อ.นที ทำเอ็มโอยูกับเอไอเอสทิ้งไว้ให้ ตอนนี้คงเห็นแล้วว่าการที่โก่งคอปฏิเสธว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์เอกชนและรัฐไม่เสียประโยชน์ ไม่เกี่ยวอะไรกับ 3G สุดท้ายข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อย่าลืมว่าบอร์ดทีโอทีและผู้บริหารในอีดตบางคนกำลังหนาวๆร้อนๆ รอคตส.แจ้งข้อกล่าวหาเรื่องปรับลดส่วนแบ่งรายได้พรีเพดให้เอไอเอส

แต่ครั้งนี้หนักกว่าเก่า เพราะ 3G ถ้าถือเป็นโครงการใหม่ สัมปทานใหม่ ต้องให้รมว.ไอซีที คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ต้องผ่านพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐกับเอกชน ที่สำคัญต้องมีการเจรจาเพื่อประโยชน์ทีโอทีสูงสุด

“ผู้บริหารทีโอทีที่เกี่ยวข้อง เตรียมปรึกษาทนายไว้ล่วงหน้าได้ งานนี้หนักหนาสาหัสแน่”

ผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2551 10:40 น. | ข่าว 3G



กสทเปิดทาง'ทรูมูฟ-ดีแทค' แปลงสัมปทานเป็นหุ้นส่วน 3G

"CAT Telecom" เผยสูตรแก้ปัญหาสัมปทาน "ทรูมูฟ" และ "ดีแทค" ใกล้หมดสัญญา ชี้มีสองทางออกยกเลิกสัมปทานเดิมและเปลี่ยนมาเป็นการเช่าโครงข่ายแทน หรือเปลี่ยนสัมปทานเป็นหุ้นเพื่อร่วมอัพเกรดโครงข่ายเดิมเป็น 3G พร้อมชะลอการลงทุน CDMA ก่อนสรุปผล

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT Telecom กล่าวว่า ปัญหาสัญญาสัมปทานของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ที่กำลังจะหมดอายุ โดยทาง CAT Telecom ได้ให้สิทธิ์แก่ ดีแทค ในการใช้ความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ (Mhz) ช่วง Brand b และทรูมูฟ ใช้ความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ (Mhz) ซึ่งสัญญาสัมปทานดีแทคสิ้นสุดปี 2561 และสัญญาสัมปทานทรูมูฟจะสิ้นสุดในปี 2556 นั้น ทาง CAT Telecom มีทิศทางการแก้ปัญหาดังกล่าว 2 แนวทางด้วยกัน คือ 1. การยกเลิกสัญญาสัมปทานเดิมและเปลี่ยนมาเป็นการเช่าโครงข่ายแทน (Service Provider) และเดินหน้าพัฒนาให้เป็นระบบ 3G ส่วนแนวทางที่ 2 จากสัญญาสัมปทานที่มีในปัจจุบันก็สามารถร่วมกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

"ส่วนที่จับมือกับดีแทค ก็ตั้งบริษัทลูกใหม่ขึ้นมา และส่วนที่จับมือถือกับทรูมูฟเราก็ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเช่นเดียวกัน โดยร่วมมือกันอัพเกรดคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่ ด้วยเทคโนโลยี เอชเอสดีพีเอ (HSDPA: High-Speed Downlink Packet Access) หรือเทคโนโลยีระบบ 3G" พิศาลกล่าว

ทั้งนี้ CAT Telecom ตั้งเป้ามีสัดส่วนการถือหุ้น 49% โดยอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเสาสัญญาณ จะสามารถใช้ร่วมกันได้ ส่งผลให้กสท มีรายได้กลับเข้ามาทุกๆ ปี และอาจจะเป็นรายได้ถาวรต่อไป อย่างไรก็ตามหากทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ออกใบอนุญาต 3G ภายในปี 2551 ก็จะสามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุนใหม่

นายพิศาล กล่าวเสริมอีกว่า จากที่ CAT Telecom ได้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ (Mhz) ช่วง Brand A เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA ภายใต้สัญญาทำการตลาดของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ ฮัทช์ บริการ 25 จังหวัด และ CAT CDMA บริการ 51 จังหวัด ทาง CAT Telecom ยังมีแนวคิดจะทำเจรจากับ ฮัทช์ ในการขอแบ่งคลื่นให้กับทรูมูฟ มาพัฒนาเทคโนโลยีระบบ 3G โดยมีแนวทาง 3 รูปแบบ คือ 1. CAT Telecom ร่วมมือกับทรูมูฟในการพัฒนา 3G 2.CAT Telecom ร่วมกับทรูมูฟ และฮัทช์ในการพัฒนา 3G ส่วนแนวทางที่ 3 ทาง CAT Telecom อาจขาย หรือสิทธิ์การให้บริการ CDMA กับฮัทช์ อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ ทาง CAT Telecom จะต้องชะลอการลงทุนระบบ CDMA ไว้ก่อน

ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2308 27 มี.ค. - 29 มี.ค. 2551 | ข่าว 3G



ปฏิบัติการ "3G" สายฟ้าแลบ ค่ายมือถืออัพเกรดโครงข่ายเดิม

หลังนั่งเก้าอี้ รมต.ไอซีทีมาได้เดือนเศษ แม้ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งหมาดๆ "มั่น พัธโนทัย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดใจอีกว่า ไม่เพียงไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมานั่งเก้าอี้นี้ ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยี ขนาดอินเทอร์เน็ตก็ใช้ไม่เป็น แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะทำงานไม่ได้เพราะถนัดเรื่องการบริหารจัดการ

เกือบโดนค่อนขอดอยู่แล้วเชียวว่า ถ้ามีใครจัดอันดับ รมต.โลกลืมอาจติดโผกับเขาด้วย ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.2551) หลังเชิญผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชนทั้ง บมจ.ทีโอที, กสท โทรคมนาคม และ 3 ค่ายยักษ์มือถือ "เอไอเอส-ดีแทค และทรูมูฟ" มาหารือร่วมกัน เพียงไม่กี่อึดใจก็ออกมาประกาศเสียงดังฟังชัดได้ว่า ไม่เกิน 1 ปีข้างหน้า ประชาชนไทยจะมีโอกาสได้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G !!!

"ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าไม่รีบเปิดบริการ 3G ไทยจะล้าหลังประเทศอื่น ไม่ใช่การทำตามแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่จะนำความเจริญและการพัฒนาในทุกๆ ด้านไปสู่ชนบท ขอประกาศให้โลกรู้ว่า เราจะพัฒนา 3G เต็มรูปแบบใน 6-12 เดือน ซึ่งได้ถาม

ไปยัง กทช.แล้วว่าทุกค่ายทำได้ ขอให้กระทรวงไอซีทีสนับสนุน จึงหารือกับทีโอที, กสท และเอกชน ซึ่งทุกฝ่ายเห็นด้วยที่จะลืมเรื่องบาดหมางเดิมไว้ก่อน และจะจับมือกันรีบเร่งให้มี 3G โดยเร็วด้วย"

โดยการอัพเกรดโครงข่ายเดิมบนความถี่เดิม ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า HSPA หรือ high-speed packet access

"วิเชียร เมฆตระการ" กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสสามารถพัฒนาโครงข่ายเพื่อให้บริการ 3G ได้ทันที โดยขณะนี้ได้รับใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์มาปรับปรุงโครงข่ายบนคลื่น 900 MHz เดิมที่บริษัทให้บริการอยู่แล้ว

"ที่ผ่านมามีความคิดจะทำอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากต้องให้เจ้าของสัมปทานเห็นชอบด้วย และขอใบอนุญาตให้ จริงๆ ตั้งใจจะขอใบอนุญาตให้บริการ 3Gของ กทช.เลย แต่ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไร ส่วนการลงทุนในครั้งนี้เมื่อทำบนคลื่นความถี่เดิมก็ใช้เงื่อนไขตามสัญญาสัมปทานเดิม และคาดว่าจะคุ้มทุนแบบเดิมๆ"

ทั้งนี้เอไอเอสได้สั่งนำเข้าอุปกรณ์แล้ว และมั่นใจว่าจะเปิดทดลองให้บริการได้ใน 6 เดือนแน่นอน

"การลงทุนจะมีต้นทุนเฉลี่ย 1,500 บาทต่อเลขหมาย หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท จากฐานลูกค้าปัจจุบันของเอไอเอส 24 ล้านเลขหมาย แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้เตรียมเงินลงทุนไว้เนื่องจากทุกอย่างได้รับการผลักดันเร็วมาก แต่พร้อมที่จะลงทุน แม้เป็นการลงทุนภายใต้สัญญา BTO (build-transfer-operate) ที่ต้องโอนโครงข่ายทั้งหมดให้เจ้าของสัมปทาน โดยในเบื้องต้นจะอัพเกรด 30 สถานีฐาน เน้นที่หัวเมืองใหญ่"

บิ๊กบอส "เอไอเอส" กล่าวอีกว่า การให้บริการ 3G ในครั้งนี้จะทำบนคลื่น 900 MHz อย่างเดียว และถือเป็นทุกขลาภของ เอไอเอส เพราะเป็นภาระที่ท้าทายของบริษัท วิศวกร ช่างเทคนิค ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากต้องแบ่งคลื่นให้รองรับการบริการทั้งใน 2.5 จีแบบเดิม และระบบใหม่ให้มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพที่สุด

"HSPA เป็นของใหม่ในอุตสาหกรรมที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาต่อไปได้ หลังจากไม่มีเทคโนโลยีใหมมาระยะหนึ่ง เอไอเอสจะเจาะตลาดลูกค้ารายย่อยก่อน เพราะต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะพัฒนาคุณภาพให้เหมาะกับลูกค้าองค์กร โดยการอัพเกรดบนโครงข่ายเดิมคาดว่าจะใช้งานไปได้อีกเป็น 10 ปี"

ถ้ายังจำกันได้ "ดีแทค" ก็เพิ่งทดสอบระบบดังกล่าวบนคลื่นความถี่ 850 MHz ไปหมาดๆ โดยร่วมกับ บมจ.กสท โทรคมนาคม และอีริคสันนำอุปกรณ์ไปติดตั้งและทดสอบบริการที่จังหวัดมหาสารคาม

ต่างกันตรงที่ "ดีแทค" ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก "กทช." แต่ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด ขณะที่พี่ใหญ่ "เอไอเอส" ได้ใบอนุญาตมาแล้วเรียบร้อย

โดย "ซิคเว่ เบรคเก้" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า พร้อมลงทุนอัพเกรดโครงข่ายที่มีอยู่แล้วทันทีทั่วประเทศ เตรียมเงินไว้ประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ไล่เลี่ยกับเอไอเอส เพราะมีความพร้อมในระดับหนึ่งหลังเคยทดสอบบริการร่วมกับกสทฯแล้ว

และว่า "ดีแทค" ได้เปรียบกว่าคู่แข่ง รายอื่น เนื่องจากเครื่องลูกข่ายที่รองรับการใช้งาน HSPA บนคลื่น 850 MHz มีมากกว่า ทั้งมีคลื่นเหลือมากกว่า 10 MB ที่ไม่เกี่ยวกับการให้บริการเดิม จึงไม่มีปัญหาในการบริหารจัดการความถี่ระหว่างบริการเดิมกับบริการที่จะปรับปรุงใหม่

"กรณีใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์เพื่อนำมาปรับปรุงโครงข่าย ทางกสทฯกำลังจะดำเนินการ คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ก็เรียบร้อย" ซิคเว่กล่าวอย่างอารมณ์ดี

เปรียบค่ายมือถือ 3 ราย "ทรูมูฟ" น้องเล็กเสียเปรียบกว่าเพื่อน ด้วยว่าไม่มีคลื่นทั้ง 800 และ 900 MHz ที่จะนำไปอัพเกรดได้เหมือน

แต่เปรียบมวยระหว่างดีแทคกับเอไอเอส

ต้องยอมรับว่า "ดีแทค" ได้เปรียบกว่าอย่างที่ "ซิคเว่" ว่าไว้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องลูกข่ายในตลาดปัจจุบันที่ผลิตบน 850 MHz แล้วเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีความถี่เหลือเฟือในมือ ไม่ต้องกระเบียดกระเสียรแบ่งความถี่จีเอสเอ็มเดิมมาอัพเกรด

อย่างไรก็ตาม "ทรูมูฟ" ไม่ถึงกับหมดหนทาง เมื่อ "พิศาล จอโภชาอุดม" เอ็มดีกสทฯ การันตีเองว่าจะแบ่งคลื่นจาก "ฮัทช์" มาให้ทำ แม้พูดง่ายทำไม่ง่ายก็ยังดี

"ศุภชัย เจียรวนนท์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ที่ผ่านไม่ใช่เอกชนไม่ยอมลงทุน 3G เพียงแต่ไม่มีใบอนุญาตและไม่มีคลื่นที่จะนำมาพัฒนา วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับความชัดเจนว่าจะมีการเดินกันอย่างไรต่อไป

"ทรูมูฟยืนยันว่าถ้าทำ 3G ได้โดยร่วมมือกับกสทฯก็พร้อมลงทุน โดยมองที่ 850 และ 900 MHz เพราะถ้าไปพัฒนาที่ 1800 MHz มาตรฐานเทคโนโลยีและเครื่องลูกข่ายจะแตกต่างกันมากเกินไป"

หากได้คลื่นมาพัฒนาก็พร้อมนำกระแสเงินสดมาลงทุน แม้ต้องใช้เงื่อนไขการลงทุนตามสัญญาสัมปทานเดิมก็ตาม โดยในเบื้องต้นจะใช้เงินประมาณ 6 พันล้านบาท จากกระแสเงินสดของทรูที่มีอยู่ 2 หมื่นล้าน หรือหากจะมีการระดมทุนเพิ่ม ทรูมูฟก็ทำได้หลายทาง คาดว่าจะใช้เงินทั้งหมดประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท

"ทรูมูฟเสียเปรียบผู้ให้บริการรายอื่น เนื่องจากยังไม่มีคลื่นที่จะนำมาพัฒนา 3G ได้ แต่ได้เจรจากับกสทฯแล้ว และมั่นใจว่ากสทฯจะแบ่งคลื่น 850 MHz มาให้ได้ ในเงื่อนไขที่เท่าเทียมกับดีแทค ในฐานะที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานของกสทฯเช่นเดียวกัน"

ประชาชาติธุรกิจ 27 มีนาคม 2551 | ข่าว 3G



เอไอเอส ติดปีกบริการครบวงจร "ไวแม็กซ์-3G" จิ๊กซอว์ใหม่

ช่วงนี้สมรภูมิธุรกิจสื่อสารกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง หลังค่ายมือถือออกมาพูดแผนการลงทุนอัพเกรดเครือข่ายเดิมเป็น 3G (third generation) กันยกใหญ่

ตำแหน่งเสือปืนไวต้องยกให้พี่ใหญ่ "เอไอเอส" เพราะได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มาแล้ว จึงพร้อมปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือบนคลื่นความถี่เดิมช่วง 900 MHz ให้รับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ด้วยเทคโนโลยี HSPA (hi-speed packet access) ทันที

ขยับเท้าเข้าสู่ 3G ก่อนใคร

มี "ดีแทค" ตามมาติดๆ แต่คงไม่เร็วเท่า ทั้งๆ ที่ความถี่ 850 MHz ก็มีในมือ และได้รับการสนับสนุนจาก "กสทฯ" เป็นอย่างดี ไม่งั้นคงไม่เคยจับมือพากันไปทดสอบระบบถึงขอนแก่น-มหาสารคาม โชว์เทคโนโลยีเป็นแน่

ก้างชิ้นโตไม่ใช่ใคร เป็นน้องเล็ก "ทรูมูฟ" ซึ่งดักทางไว้ล่วงหน้าเลยว่า ขอไปไหนไปด้วยในฐานะอยู่ใต้สัมปทานของ บมจ.กสท โทรคมนาคม เช่นเดียวกับดีแทค

ยกแรกจึงดูเหมือน "เอไอเอส" จะโดดขี่คลื่น 3G ชิงความเป็นผู้นำเอาไว้ได้ โดยมีบรรดาซัพพลายเออร์ยักษ์ใหญ่ทั้งฝรั่ง-ญี่ปุ่น-จีน แข่งกันเสนอตัวให้ทดลองใช้เครื่องไม้เครื่องมือเพื่อทดสอบเทคโนโลยีกันฟรีๆ แบบไม่มีสัญญาผูกมัดอีกต่างหาก

"ระยะแรกคงจะติดตั้งทั้งหมด 100 สถานี ในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ซึ่งใน 100 สถานีก็จะแบ่งๆ กันไป เป็นหัวเว่ย 30 แห่ง"

บิ๊กบอส "เอไอเอส-วิเชียร เมฆตระการ" ประกาศว่า ในอีกไม่เกิน 6 เดือนข้างหน้า ลูกค้าเอไอเอสมีโอกาสใช้บริการมือถือ 3G ตั้งตารอได้เลย

"การใช้คลื่นเดิมอย่าง 900 MHz ยากกว่าใช้คลื่นใหม่ แต่เรามองว่าเป็นความท้าทาย การลงทุนทำบนคลื่นเดิมจะว่าไปไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้ ทั้งในแง่ภาพลักษณŒในฐานะผู้นำเทคโนโลยี ได้เรียนรู้การพัฒนาบริการให้ดีขึ้น ทั้งเป็นการแสดงความจริงใจให้ทีโอทีเห็นในฐานะบริษัทภายใต้สัมปทานและพาร์ตเนอร์ว่า เราตั้งใจจริงที่จะพัฒนาบริการ" วิเชียรอธิบาย

ทำดีๆ "ทีโอที" อาจดึงให้เข้ามาช่วยพัฒนาบริการ 3G ให้ "ไทยโมบาย" ที่ คาราคาซังมานาน ไม่ต้องร้องเพลงรอ ไลเซนส์ใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไรแน่ แม้ "กทช." จะขีดเส้นไว้ภายในปีนี้ก็เถอะ

ขณะเดียวกัน "เอไอเอส" ก็ยังจะยื่นขอใบอนุญาต 3G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz เมื่อ กทช.เปิดโอกาสเช่นเดียวกับคู่แข่งทุกราย และไม่ถือเป็นการลงทุนซ้ำซ้อนอีกด้วย เพราะอุปกรณ์หลักๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ ในแง่ลูกค้าก็ไม่น่าห่วงเพราะจะมีเครื่องลูกข่าย 3G ที่ใช้ได้ทั้งคลื่น 850-900-2100 MHz ออกมาแน่นอน

ไม่ใช่แค่มือถือ "3G" ที่ปักธงเป็นผู้นำไปก่อน กับ "ไวแม็กซ์" เทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูง ก็เร็วจี๋ไปแพ้กัน

นอกจากจะขนทัพสื่อมวลชนไปดูการทดสอบการใช้งานจริง ทั้งในย่านกลางเมืองอย่างสีลม แถบปริมณฑลอย่างลำลูกกา และเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดอย่างชลบุรี แล้วยังประกาศเสียงดังฟังชัดว่า พร้อมที่จะลงทุนในเฟสแรกไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบไวแม็กซ์ให้พร้อมใช้งานได้ทั่วประเทศ และภายใน 3 เดือน ในทันทีที่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช.

"วิเชียร" เสริมว่า สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยี "ไวแม็กซ์" เข้ามาช่วยเสริมการให้บริการได้หลากหลาย รูปแบบ และเข้ากันได้ดีกับ "3G"

ยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแทน "โทรศัพท์แบบมีสาย" ด้วย

การลงทุนเทคโนโลยี "ไวแม็กซ์" จะทำให้ "เอไอเอส" ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานและอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงได้ เช่นเดียวกับ "ทรู", ทีทีแอนด์ที หรือแม้แต่ "ทีโอที"

แม้ปัจจุบันจะมีผู้ที่ยื่นขอไลเซนส์และได้รับใบอนุญาตให้ทดสอบ "ไวแม็กซ์" ได้แล้วถึง 12 รายด้วยกัน แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะได้เปรียบกว่ามาก เพราะมีทั้งเสาส่งสัญญาณและสถานีฐานเดิมให้ใช้ได้เลย

ในแง่การลงทุนจึงต่ำกว่าบริษัทอื่นมาก ที่แข่งกันได้พอฟัดพอเหวี่ยงกันก็น่าจะเป็นบรรดาค่ายมือถือคู่แข่งเดิมๆ

"ถ้าเราไม่ได้เป็นผู้ให้บริการมือถือ แค่ 1,500 ล้านบาทคงไม่พอสำหรับการให้บริการในพื้นที่ประมาณ 4-5 พัน ตร.ก.ม. ต้องใช้สัก 5-6 พันล้านแน่ๆ ทั้งไวแม็กซ์ยังถูกออกแบบมาใช้สำหรับประจำที่ ขณะที่ HSPA เป็นมือถือ ทั้ง 2 เทคโนโลยีจึงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งเราก็จะลงทุนทั้ง ไวแม็กซ์และ HSPA โดยไวแม็กซ์จะลงทุนโดยเอสบีเอ็น หรือบริษัท ซูเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ตเวิร์ก บริษัทใหม่ภายใต้เอไอเอสที่ได้ไลเซนส์ประเภท 3 จาก กทช." สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล อีกหนึ่งผู้บริหารของ เอไอเอสกล่าว

จากการทดสอบบริการบรอดแบนด์เทียบกับ "ADSL" พบว่า ไวแม็กซ์เหมาะกับการใช้งานประจำที่ ไม่เหมาะกับในเมือง ที่มีตึกสูงๆ ในแง่สปีดสูงกว่าเทคโนโลยี "ADSL" ความเร็วเฉลี่ยวัดได้ 2-9 Mbps และใน 1 สถานีฐาน มีรัศมีประมาณ 4 กิโลเมตร ลองใช้แทนโทรศัพท์บ้านดูบ้าง สัญญาณเสียงดีไม่แพ้โทรศัพท์บ้านที่มาตามสายปกติ

สำหรับอัตราและรูปแบบการคิดค่าบริการ "อ.สรรค์ชัย" เชื่อว่าน่าจะคิดค่าบริการไม่เกินเดือนละ 600 บาท ใกล้เคียงกับบริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายในปัจจุบัน แต่ความเร็วสูงกว่า และคิดตามปริมาณการดาวน์โหลดข้อมูล เป็นต้น

การทดสอบไวแม็กซ์ของ "เอไอเอส" มีผู้ผลิตอุปกรณ์เจ้าประจำเสนอตัวอีกเช่นเคย ได้แก่ หัวเหว่ย, โมโตโรล่า และเอ็นอีซี เป็นต้น ดูเหมือนว่าสมรภูมิการแข่งขันของบรรดา "ซัพพลายเออร์" ทั้งหลายกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง หลังหยุดนิ่งมาพักใหญ่ เพราะโอเปอเรเตอร์ไม่มีแผนที่จะขยับขยายการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีนัยสำคัญต่อการให้บริการมานานปี

กล่าวสำหรับ "ผู้ใช้บริการ" จะได้ใช้ทั้งมือถือ 3G และไวแม็กซ์ใน 3-6 เดือนข้างหน้าจริงไหม อีกไม่กี่อึดใจก็รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมือถือ "3G" ของบรรดาค่าย มือถือทั้งหลาย

ประชาชาติธุรกิจ 31 มีนาคม 2551 | ข่าว 3G



เลี้ยบเบรกภาษีมือถือ3Gช้าอุ้มทีโอที-กสทฯ

เลี้ยบเล็งดึงกฎหมายสรรพสามิต 4 ฉบับกลับมาดูใหม่ อัดแนวคิดกลับมาเก็บภาษีโทรคมนาคมคิดแยกส่วน ไม่ได้ดักคอ "ระนองรักษ์" จะขึ้นภาษีตัวไหนต้องคุยกันก่อน กทช.ชี้ออกใบอนุญาต 3Gช้า ช่วยทีโอที-กสทฯ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ร่างกฎหมายของกรมสรรพสามิตทุกฉบับคงต้องมีการนำกลับมาพิจารณาใหม่ ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าเสนอแก้ไขตามกระบวนการต่อไป โดยขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้มีการยืนยันร่างกฎหมายฉบับใด เนื่องจากในช่วงนี้ต้องการเน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน

อย่างไรก็ดี ในส่วนท่าทีต่อแนวคิดที่มีข้อเสนอให้กลับไปเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมอีกนั้น เห็นว่า ณ วันนี้ ควรมองว่าจะปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจในกิจการโทรคมนาคมให้สามารถแข่งขันในระบบได้เสียก่อน ซึ่งจะต้องมีการคิดวิธีการพัฒนาไปทั้งระบบเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการนี้ ที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การร่วมลงทุนกับเอกชน การพัฒนาไปสู่ระบบ 3G เป็นต้น ทั้งนี้ จะคิดแยกส่วนแค่ว่าจะเก็บหรือไม่เก็บภาษีเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้

นพ.สุรพงษ์กล่าวด้วยว่า การพิจารณาว่าจะมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในสินค้าใดเพิ่มเติมบ้างนั้น เบื้องต้นคงให้ ร.ต.ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง ที่ได้รับแบ่งงานให้กำกับดูแลกรมสรรพสามิตเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้น แต่ในขั้นการตัดสินใจคงต้องมีการหารือร่วมกันด้วย ทั้งนี้ สำหรับร่างกฎหมายของกรมสรรพสามิต 4 ฉบับที่ยังค้างอยู่ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ร่าง พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ร่าง พ.ร.บ.สุรา และร่าง พ.ร.บ.ยาสูบ

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ กทช.น่าจะออกใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3G ให้กับผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ กทช.ต้องล่าช้านั้น เนื่องจากต้องการศึกษาผลดีและผลเสียก่อนที่จะมอบใบอนุญาต เพราะหากออกใบอนุญาตให้กับบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งไปในขณะนี้ ก็อาจจะส่งผลเสียต่อบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากบริษัทที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน อาจจะมีการดึงลูกค้าจากสัมปทานเดิมไปดำเนินธุรกิจภายใต้สัมปทานใหม่ ทำให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งสูญเสียรายได้

ด้านนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า ขณะนี้ กทช.ได้เห็นชอบประกาศกฎเกณฑ์จัดสรรและบริหารเลขหมายฉบับใหม่ ซึ่งตามกฎใหม่จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลและช่วยกลั่นกรองเรื่องการขอเลขหมายจากผู้ประกอบการโทรศัพท์โดยเฉพาะ ซึ่งขณะนี้ได้มี บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ที่ได้ยื่นขอมาบริษัทละ 4 ล้านเลขหมาย.

ไทยโพสต์ 31 มีนาคม 2551 | ข่าว 3G



หวั่นกม.ร่วมทุนฉุด3G คาดดีแทครอเงก2ปี

กสทฯ หวั่น 3Gไม่เสร็จทันตามแผน ติดเป็นหน่วยงานรัฐต้องผ่านกฎระเบียบหลายขั้นตอน ด้านดีแทคคาดการใช้งบลงทุน 5 พันล้านบาท อัพเกรด 1,600 สถานีฐานรองรับการใช้งาน 3G

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การพัฒนาคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่าง กสทฯ กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เพื่อให้บริการระบบเอชเอสดีพีเอ (HSDPA : High-Speed Downlink Packet Access) ที่มีความเร็วมากกว่า 3Gนั้น ตนไม่สามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่สำหรับโครงสร้างธุรกิจ 3 จี เนื่องจาก กสทฯ เป็นหน่วยงานรัฐ การลงทุนร่วมกับบริษัทเอกชนจะต้องผ่านกฎระเบียบหลายขั้นตอน เช่น พ.ร.บ.ร่วมทุน

นายซิคเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค เปิดเผยว่า การที่ดีแทคและ กสทฯ จะพัฒนาคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ให้สามารถใช้งานในระบบ 3Gได้ทั่วประเทศนั้น ตนคาดว่าจะใช้งบประมาณเพียง 4-5 พันล้านบาท เพื่ออัพเกรดสถานีฐานเดิม จำนวน 1,600 สถานีฐาน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี หลังจากมีข้อสรุปโครงสร้างธุรกิจกับ กสทฯ

ทั้งนี้ คาดว่าหากสามารถดำเนินการให้บริการด้วยเทคโนโลยีเอชเอสดีพีเอ ดีแทคจะสามารถให้บริการในอัตราค่าบริการเดือนละ 400-500 บาท/เดือน และสามารถให้บริการด้วยความเร็วถึง 1 เมกะบิต ซึ่งเป็นความเร็วบรอดแบนด์ที่ให้บริการผ่านสายโทรศัพท์ปัจจุบัน โดยคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ สามารถพัฒนาใช้เทคโนโลยีเอชเอสดีพีเอเพื่อให้บริการ 3Gได้พร้อมและดีที่สุดในขณะนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การร่วมมือทางธุรกิจของ กสทฯ และดีแทคที่ต้องการเปิดระบบ 3 จีให้ประชาชนได้ใช้บริการนั้น จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 2 ปี เนื่องจาก กสทฯ เป็นหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้นการร่วมลงทุนกับเอกชนจึงต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ไทยโพสต์ 25 มกราคม 2551 | ข่าว 3G



ปัจจัยบวกเทคโนโลยี3Gบรอดแบนด์ ต้นทุนเครื่องลูกข่าย-เครือข่ายต่ำสุด

คนวงการโทรคมนาคมชี้เทคโนโลยี 3G บรอดแบนด์ เป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับโอเปอเรเตอร์ที่มองเรื่องต้นทุนต่ำที่สุดในด้านการสร้างเครือข่าย เนื่องจากจำนวนสถานีฐานที่จะต้องสร้างขึ้นเพื่อครอบคลุมพื้นที่ให้บริการและเครื่องลูกข่ายซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มฐานผู้ใช้บริการ

แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวว่าเทคโนโลยี 3G ถือเป็นคำตอบของการลงทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเทคโนโลยีตัวเลือกใหม่ๆอย่าง Wi-MAX ทั้งในแง่ต้นทุนเครื่องลูกข่ายซึ่งมีราคาลดต่ำลงจากการขยายตัวของตลาด รวมทั้งต้นทุนของเครือข่ายซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับจำนวนสถานีฐานจะได้ประโยชน์จาก 3G ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการทดสอบและยอมรับในการให้บริการแล้วทั่วโลก เมื่อเทียบพื้นที่ครอบคลุมโดยแต่ละสถานีฐาน 3G จะมีจำนวนช่องสัญญาณและพื้นที่ให้บริการที่เหนือกว่าสถานีฐาน Wi-MAX ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยังใหม่ ไม่ได้รับการรับรองอย่างกว้างขวาง

อีกทั้งยังไม่มีการนำไปใช้งานจริงในลักษณะการใช้งานแบบเคลื่อนที่ ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถลงทุนติดตั้งสถานีฐาน 3G ในจำนวนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างในกรณีของ Wi-MAX

ในขณะที่ต้นทุนด้านลูกข่ายก็จะลดลงโดยที่ต้นทุนของเครื่องลูกข่าย 3G มีการลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2006 มีเครื่องลูกข่าย 3G มากกว่า 267 ล้านเครื่องออกสู่ตลาดโลก และเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตเองยังทำให้มีความหลากหลายให้เลือกมากขึ้นย่อมส่งผลให้ต้นทุนของเครื่องลูกข่ายลดต่ำลงกว่าราคาเครื่องลูกข่าย Wi-MAX ที่เพิ่งออกมาอย่างมากเนื่องจากมีจำนวนผู้ผลิตน้อยราย และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำการตลาด

นอกจากนี้ ความไม่สอดคล้องและไม่ต่อเนื่องทางเทคโนโลยีระหว่างมาตรฐาน pre-802.16, มาตรฐาน Fixed WiMAX (802.16d) และมาตรฐาน Mobile WiMAX (802.16e) ก็ยังมีผลต่อขนาดตลาดของเครื่องลูกข่าย Wi-MAX เนื่องจากผู้ผลิตเครื่องลูกข่าย WiMAX เร่งผลิตเครื่องลูกข่ายรุ่นแรกๆ เข้าสู่ตลาดเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ โดยไม่ได้วางแนวทางในการขยายขีดความสามารถของเครื่องลูกข่ายนั้นๆ ให้รองรับมาตรฐาน Wi-MAX ในระยะต่อๆ ไปทำให้ต้นทุนในการพัฒนาเครือข่ายและการเปลี่ยนเครื่องลูกข่ายของผู้ประกอบการสูงขึ้น

แม้มาตรฐาน Mobile WiMAX (802.16e) จะเริ่มมีการให้บริการร่วมทั้งการสื่อสารประจำที่และแบบเคลื่อนที่ แต่ขนาดตลาดซึ่งครอบคลุมทั่วโลกของเทคโนโลยี 3G ประกอบกับมาตรฐานการกำหนดใช้คลื่นความถี่วิทยุที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้เครื่องลูกข่าย 3G จากผู้ผลิตแต่ละรายเป็นมาตรฐานเดียวกัน และยังสามารถผลิตเพื่อนำไปใช้ในตลาด 3G ได้ทั่วโลก ทำให้ต้นทุนรวมเครื่องลูกข่ายมีราคาต่ำและสามารถแข่งขันได้ดี

ในแง่ของขีดความสามารถ เครื่องลูกข่าย 3G มีศักยภาพสูง เช่น จอภาพความละเอียดสูง, มีแป้นพิมพ์, จอภาพระบบสัมผัส, หน่วยความจำขนาดใหญ่ แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่าเครื่องลูกข่ายทั่วไป แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นก็มาจากการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ได้มาจากความซับซ้อนของระบบเครือข่าย ซึ่งแตกต่างจากกับเครื่องลูกข่าย Wi-MAX ที่ต้นทุนสัมพันธ์กับความหลากหลายและซับซ้อนของเครือข่าย ทำให้เครื่องลูกข่าย 3G มีความได้เปรียบในด้านต้นทุนมากกว่า และเมื่อมองในมุมของการออกแบบเครื่องลูกข่ายให้รองรับหลายย่านความถี่ เครื่องลูกข่าย 3G ก็ยังมีข้อได้เปรียบในด้านต้นทุนมากกว่า Wi-MAX

ในเรื่องต้นทุนเครือข่าย เนื่องจากจำนวนของสถานีฐานมีผลโดยตรงต่อต้นทุนของเครือข่าย เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วต้นทุนต่อสถานีฐานของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายแต่ละประเภทไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สถานีฐาน, ระบบจ่ายไฟ, สายอากาศ

การเปรียบเทียบต้นทุนเครือข่ายของเทคโนโลยีสื่อสารแต่ละประเภท จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถาปัตยกรรมเครือข่ายและรูปแบบการให้บริการ การเปรียบเทียบต้นทุนของเครือข่าย 3G ซึ่งรองรับการสื่อสารขณะเคลื่อนที่ กับต้นทุนของเครือข่าย Wi-MAX ที่รองรับเฉพาะการสื่อสารขณะอยู่กับที่หรือมีรูปแบบการสื่อสารแบบจุดต่อจุดในลักษณะเดียวกับวงจรสื่อสัญญาณทั่วไป จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

แม้เทคโนโลยี 3G กับ Wi-MAX สามารถให้บริการในลักษณะสร้างพื้นที่ครอบคลุมเป็นเซลล์เหมือนกัน แต่เทคโนโลยี 3G จะมีความเป็นเครือข่ายเซลลูลาร์ที่สมบูรณ์แบบซึ่งรองรับทั้งจำนวนช่องสัญญาณที่มาก และพื้นที่ให้บริการที่ยืดหยุ่นเช่นเดียวกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วไปมากกว่าพฤติกรรมของเครือข่าย Wi-MAX

แหล่งข่าวกล่าวว่า ภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขในการให้บริการเดียวกัน เทคโนโลยี 3G จะมีความได้เปรียบทั้งในด้านจำนวนช่องสัญญาณ การใช้ความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ และพื้นที่ให้บริการ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการแบบ WAN (Wide Area Network), Hot Zone, Hot Spot ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบประจำที่ เคลื่อนที่ช้าๆ และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากขึ้น

ทั้งพื้นที่ให้บริการและจำนวนช่องสัญญาณล้วนมีผลโดยตรงต่อจำนวนสถานีฐาน และส่งผลต่อต้นทุนเครือข่าย แม้จะมีผู้ให้บริการบางรายเลือกที่จะลงทุนสร้างเครือข่าย Wi-MAX ซ้อนทับเครือข่าย 2G เพื่อให้บริการบรอดแบนด์ไร้สาย แต่เทคโนโลยี 3G ยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ต้นทุนที่ต่ำกว่า มีความยืดหยุ่น รวมถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และมีคุณภาพในการให้บริการที่เหนือกว่า

นอกจากนี้ เทคโนโลยี 3G ได้รับการออกแบบมาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี 2G และยังรองรับพัฒนาการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องโดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรความถี่ที่จำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในลักษณะ บรอดแบนด์ในอนาคต ทั้ง HSPA, UMB และ LTE ซึ่งถือเป็นปรัชญาสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรมเครือข่ายไร้สายแบบเซลลูลาร์ จึงถือเป็นความคุ้มค่าในการลงทุนของผู้ประกอบการ ในขณะที่มาตรฐาน IEEE802.16d และ IEEE802.16e ของเทคโนโลยี Wi-MAX กลับไม่สอดคล้องกันและไม่สามารถนำไปใช้งานร่วมกันได้

ผู้จัดการออนไลน์ 29 มกราคม 2551 11:06 น. | ข่าว 3G



“ศุภชัย”ฝาก”สมัคร”เข็น 3G-WiMAX ลุยเทเลคอมพูลหวังโต8%ปีนี้

“ศุภชัย”โดดเจรจาทำเทเลคอมพูลส่วนมือถือกับ กสท รับอาจจะมีการพัฒนาคลื่นความถี่เช่นเดียวกับ ดีแทค ยิ้มหัวเราะทีหลังดังกว่าจับได้ทั้งการสื่อสารและทีโอที ไม่หวั่นสัญญาสัมปทานใกล้หมด ระบุเจรจายืดอายุมีลุ้นเป็นบวก ฝากรัฐบาลใหม่ช่วยเข็น 3G- Wi-MAX ตั้งเป้าปีนี้ทรูคอร์ปรายได้โต 8 % เหตุโทรศัพท์บ้านพีซีทีคงที่ ส่วนทรูมูฟ ทรูวิชั่นโตต่อเนื่อง

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทรูมูฟ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ของกลุ่ม ทรู ได้เดินหน้า เจรจาเพื่อให้ความร่วมมือทำโครงข่ายโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเทเลคอมพูล กับบริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานอยู่ และอาจจะความร่วมมือพัฒนาคลื่นความถี่เช่นเดียวกับที่ กสท กำลังจะดำเนินการพัฒนาคลื่นความถี่เดิมเป็น 3G

ทั้งนี้การอัพเกรดคลื่นความถี่เดิมเป็นเทคโนโลยี 3G ของผู้ประกอบการเดิมทั้ง ดีแทค และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือเอไอเอสควรจะต้องดำเนินการพิจารณาอย่างรอบครอบว่าเหมาะสมที่จะให้บริการบนคลื่นความที่เป็นมาตรฐานสากลอย่างความถี่ 2.1 GHz หรือคลื่นความถี่เดิมทั้ง 850 MHz 900 MHz 1800 MHz และ 1900 MHz

ทรูมูฟได้วางแนวทางคราวๆไว้ว่า หากใบอนุญาต 3G และคลื่นความถี่มาตรฐาน 2.1 GHz ยังไม่สามารถอนุมัติ โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ได้ในอนาคตอันไกล ทรูมูฟ ก็จะดำเนินการพัฒนาคลื่นความถี่เดิม 1800 Mhzให้เป็นเทคโนโลยี 3G ทันที

อย่างไรก็ดีหากแนวโน้มใบอนุญาต และคลื่นความถี่มาตรา2.1 GHz สามารถออกมาได้เร็ว ทรูมูฟก็สนใจที่จะลงทุนในคลื่นความถี่มาตรฐานมากกว่า เพราะมีความคุ้มค่าในการลงทุนรวมไปถึงมีขีดความสามารถในการพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี 4 Gได้ดีกว่า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นไปในทิศทางใดต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศซึ่งทรูมูฟ ประเมินการลงทุนบนคลื่นความถี่และใบอนุญาตใหม่เบื้องต้นเป็นหลัก 1 หมื่นล้านบาท

ส่วนกรณี ทำข้อตกลงร่วมกัน หรือ MOU ระหว่างทรู กับบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) นั้นจะสามารถดำเนินการได้เร็วนี้แต่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาได้ ทั้งนี้สาเหตุที่การเซนต์สัญญาเป็นเป็นไปอย่างล่าช้าเป็นเพราะธุรกิจของ ทรูมีความซับซ้อนมากกว่า เอไอเอส จึงต้องใช้เวลาจำแนกธุรกิจอย่างละเอียด โดยการทำเทเลคอมพูลร่วมกับที่โอทีจะเป็นดำเนินการเฉพาะส่วนของโทรศัพท์พื้นฐานเท่านั้น

ทั้งนี้การเจรจาทำ MOU ร่วม กับทีโอที นั้นมีความล่าช้าไม่ได้เกิดจากการต่อรองให้ทีโอที ถอนคดีฟ้องร้องระหว่าง ทรูกับทีโอที และที่ผ่านมาไม่ได้มีการเจรจาตอรองเรื่องนี้เลยเพราะการฟ้องร้องต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนกระบวนการของศาล

“เราสามารถมีความร่วมมือทำเทเลคอมพูลได้กับทั้งทีโอที และกสทในขณะดีแทคและเอไอเอสทำไม่สามารถทำได้ “ศุภชัยกล่าว

เจรจาต่อสัมปทานราบรื่น

นาศุภชัย กล่าวต่อว่า กรณีที่สัญญาสัมปทานของทรูมูฟ ที่สิ้นสุดลงอีก 6 ข้างหน้านั้นขณะนี้ ทรูมูฟได้ดำเนินการ เจรจาต่อสัมปทานกับ กสทอย่างต่อเนื่อง ส่วนทิศทางผลการเจรจาเป็นไปในทิศทางบวก โดย ทรูมูฟไม่ได้ตื่นเต้นกับอายุสัญญาสัมปทานที่สั้นลงเรื่อยๆเนื่องจากมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินกิจการไปได้ อย่างต่อเนื่อง เพราะการเจรจาต่อสัญญาสัมปทานใหม่ครั้งนี้ยืนอยู่บนประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นหลัก ซึ่งการเจรจาครั้งนี้มีความพยายามในปรับสัญญาสัปทานให้รัดกุมและเป็นธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้สัญญาสัมปทานทรูมูฟ จะหมดลงไม่ได้รับการต่อสัญญาใหม่กับ กสท ทรูมูฟก็จะได้ใบอนุญาตใหม่ทันที่ ตามกฎหมาย โทรคมนาคมคมแห่งชาติ ระบุไว้

ฝากรัฐบาลใหม่เข็น3G-Wi-MAX

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ ไอซีที เข้ามาผลักดันเรื่องใหญ่ 3 เรื่องได้แก่ 1. ให้นโยบายเร่งรัดออกใบอนุญาต 3G-Wi-MAX โดยไม่จำเป็นต้องรอ กทช . หรือ กสชท. เพราะเรื่องดังกล่าวรัฐบาลมีอำนาจในการให้นโยบายเต็มที่และเชื่อว่าหากมีนโยบายออกมาจากรัฐบาล กทช. และ กสทช . พร้อมจะดำเนินการตาม ซึ่งเทคโนโลยีทั้งสองอย่างจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศและเพิ่มขึ้นความสามารถการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนในประเทศให้สูงขึ้น

2.ต้องการให้มีการผลักดันอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเข้าสู่การแข่งขันเสรี อย่างต่อเนื่องและมีการตั้งกฎเกณฑ์ร่วมกันระหว่าง ภาครัฐและเอกชน 3.อยากเห็นภาครัฐกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนของเอกชนไทย ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือแข่งขันกับผู้ประกอบการจากต่างชาติ

หวังรายได้ปีนี้โต 8%

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ปีนี้รายได้กลุ่มทรูจะเติบโตเพิ่มขึ้น 8 % เพราะคาดว่ารายได้ที่ลดลงของโทรศัพท์บ้านและพีซีจะชะลอตัวลงในขณะที่รายได้จาก ทรูมูฟ ทรูวิชั่น และ ทรูมันนี่เติบโตต่อเนื่อง ส่วนรายได้ปี 2550จะปีนี้อยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาททรูมูฟมีรายได้อยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 31% ทรูวิชั่นมีรายได้ในปี 2550 อยู่ที่ 8,860 ล้านบาท

นอกจากนี้ปีนี้ทรูมูฟตั้งเป้าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดของทรูมูฟเพิ่มขึ้นประมาณ 25% โดยขณะนี้ทรูมูฟมีฐานลูกค้าประมาณ 13 ล้านรายและปีนี้มีเป้าหมายมีลูกค้าใหม่ 30% ลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นในตลาดรวม ราว 8-10 ล้านรายขณะเดียวยังตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาดของอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ปีนี้อยู่ที่ 60% โดยปัจจุบันมีผู้ใช้ 1 ล้านครัวเรือน และจะพยายามเพิ่มให้เป็น 1.3 ล้านครัวเรือนและจะเพิ่มเป็น 2 ในปีนี้ ส่วนธุรกิจธุรกิจ Non-Voice คาดการณ์เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อน

ทั้งนี้ ในปี 2551 กลุ่มทรู เดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ Convergence นำเสนอนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยมุ่งเน้นตอบโจทย์ความสนใจเฉพาะด้าน เรื่อง segmentation เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง community ได้อย่างสะดวกสบายและสมบูรณ์แบบมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่บนแพลทฟอร์มใด และที่สำคัญคือ การพัฒนาคุณภาพระบบโครงข่ายทั้งมีสายและไร้สาย และเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้าน Convergence โดยบริษัทฯ มีแผนการลงทุน ประมาณ 8-9 พันล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในทรูมูฟ 6 พันล้านบาท ทรู 1,500-2,000 ล้านบาท และทรูวิชั่น 1,200 ล้านบาท

ผู้จัดการออนไลน์ 1 กุมภาพันธ์ 2551 11:43 น. | ข่าว 3G



ข่าว 3G หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25 

ข่าว 3G || ข่าว IT

GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ราคา GPS ติดตามรถ| ระบบติดตามรถยนต์

หจก. จีพีเอสไอแอม 323/8 ซอยภาวนา แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913