ผู้เขียน หัวข้อ: ขันนอต"TOT"เร่งสปีดปรับองค์กร โฟกัส"3G-NGN"ขยับปั้นธุรกิจทำเงินแทนสัมปทาน  (อ่าน 873 ครั้ง)

monchai

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1382
    • อีเมล์
"ไอซีที-บอร์ดทีโอที" ผนึกกำลังปลุกองค์กรเร่งปั้นธุรกิจทำเงิน ชู "3G-NGN" นำร่อง นโยบายปี" 54 "ปีแห่งการสร้างเครื่องมือหากิน" ตอกย้ำเหลือเวลาอีกไม่เกิน 3 ปี ผลประกอบการถึงขั้นติดลบ แจงพลิกเกมได้ต้องหารายได้เพิ่มปีละ 19% ทั้งเตรียมจ้างมือ กม.ดังเตรียมความพร้อมสู้คดีพิพาทเอกชน "รมต.ไอซีที" กรุยทาง 2 ธุรกิจใหม่ดอดเจรจากทม.เสนอโปรเจ็กต์ "กล้องวงจรปิด-GPS ติดรถยนต์" ชง ครม.อนุมัติงบฯปี"54-55


หลังบอร์ด "ทีโอที" มีมติเลิกจ้าง "วรุธ สุวกร" กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทีโอที โดยจะมีผลตั้งแต่ 8 ม.ค. 2554 และเพื่อสร้างความเข้าใจต่อนโยบายของกระทรวงไอซีที และคณะกรรมการบริหารของบริษัท เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2553 ที่ผ่านมา "จุติ ไกรฤกษ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) และ "อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม" ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ทีโอที จึงเรียกประชุมผู้บริหารและพนักงาน เพื่อร่วมรับฟังนโยบายปี 2554 พร้อมกัน

โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที กล่าวว่า เวลานี้ทีโอทีประสบภาวะวิกฤตมาก แต่ยังมีโอกาสทองสุดท้ายเหลืออยู่ หลังการประมูลใบอนุญาต 3G ของ กทช.ได้ยุติไป จึงต้องการให้ผู้บริหารใช้ 2 มือคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ เพราะช้าเท่ากับสูญเสียโอกาสมหาศาล โดยมีการคำนวณคร่าว ๆ ว่า หากทีโอทีเปิด 3G ช้าจะสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทต่อเดือน เพราะถ้าไม่รีบทำเอกชนทำได้เร็วกว่า

"แม้เข้า ใจว่าโดนมัดมือมัดเท้าไม่ให้ทำมาหากินได้มากว่า 15 ปี จะให้วิ่งได้เลยหลังปลดล็อกคงยาก แต่ต้องทำให้ได้ สิ่งแรกที่ผู้บริหารและพนักงานทีโอทีต้องเลิกคิด คือ ทำโครงการอะไรที่มีส่วนแบ่งรายได้ดี แต่ต้องคิดหาวิธีสร้างรายได้ให้องค์กร โดยคำนึงถึงกฎ 3 ข้อ คือทำแล้วประชาชน ประเทศชาติได้อะไร ทำให้ฐานการเงิน ของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น และที่สำคัญมี ความคุ้มค่าของโครงการหรือไม่" นายจุติกล่าวและว่า

ในฐานะนักการเมืองซึ่งดูแลกระทรวง ไอซีทีได้เข้าไปเสนอไอเดียให้หลายฝ่าย อาทิ โครงการให้บริการกล้องวงจรปิด (CCTV) โดยพยายามเจรจากับกรุงเทพ มหานครเพื่อให้ใช้โครงการนี้ลดปัญหาอาชญากรรม เช่นที่เมืองเซินเจิ้นในประเทศจีนเป็นตัวอย่างกรณีติดตั้งกล้อง CCTV กว่า 40,000 จุดทั่วเมือง ทำให้สถิติอาชญากรรมลดลงได้กว่า 70%

"ทีโอทีมี ศักยภาพทำได้เพราะมีไฟเบอร์ออปติกทั่วกรุงจึงติดตั้งกล้อง CCTV ได้ครอบคลุมอย่างรวดเร็ว หากโครงข่ายเสร็จ ยังสามารถต่อยอดขายบริการ CCTV ให้ธุรกิจอื่นได้ด้วย ทั้งประกันภัย การให้บริการข้อมูลจราจร เป็นต้น มีรายได้เป็นพันล้านต่อปี เป็นน้ำซึมบ่อทราย"

นอกจากนี้ ยังมีโครงการให้บริการระบุตำแหน่งด้วยระบบ GPS (Global Positioning System) ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบประมาณปี 2554-2555 ให้รถยนต์ของราชการและขนส่งสาธารณะติดอุปกรณ์ GPS ทั้งหมด เพื่อความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ โดยจำกัดความเร็วติดตามเส้นทางการเดินทางไว้ ซึ่งทีโอทีเข้าไปให้บริการทั้ง ติดตั้งเชื่อมโยงโครงข่ายรับส่งข้อมูลด้วย อินเทอร์เน็ตไร้สาย

ด้าน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ประธานคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า บอร์ดชุดนี้มีผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาไม่ว่าจะเรื่องภาษี เงินค้างชำระ ข้อพิพาททางกฎหมาย การบริหารธุรกิจ และเทคโนโลยี หลังเป็นบริษัทมหาชนมา 8 ปีไม่คืบหน้า ขณะที่มี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เป็นอีกแรงกดดันอีก

"ปี 2535-2540 ก่อนมี กทช.รายได้ ทีโอทีโตเฉลี่ยปีละ 5.2% แต่จากนั้นตกเหลือราว 2% ต่อปี และปีที่แล้วแทบติดลบ หากแยกประเภทรายได้จะพบว่ามีรายได้ที่ทำมาหาได้เอง 22,846 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่าย 22,734 ล้านบาท เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เบ็ดเสร็จแล้วขาดทุน 9,315 ล้านบาท ที่เห็นแต่ละปีมีกำไรเพราะสัมปทาน แต่อีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2555 จะหายไป ด้วยข้อบังคับของ พ.ร.บ. กสทช. และการได้ ใบอนุญาต 3G ของผู้ให้บริการรายอื่น หากไม่ทำอะไรต้องขาดทุนติดลบปีละเป็นหมื่นล้านบาท รัฐบาลคงไม่อุ้มแน่นอน" นายอารีพงศ์กล่าวและว่า

โดยปีหน้าคาดการณ์ว่ารายได้จากสัมปทานอยู่ ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท และลดลงเหลือ 1.7 หมื่นในปี 2555 และเหลือเพียง 4 พันล้านบาทในปี 2557 เมื่อ พ.ร.บ. กสทช.ออกอาจเลวร้ายกว่านี้ แต่จะสามารถพลิกฟื้นได้โดยต้องหารายได้มาชดเชยให้ได้ 19% ต่อปี จากการพัฒนาโครงข่าย NGN ที่ตั้งเป้าสร้างให้ครอบคลุมพื้นที่ 50% ของประเทศในปี 2555 ส่วนการสร้างรายได้ของบริการ 3G ปีหน้าต้องหาลูกค้าให้ได้ 1.29 ล้านเลขหมาย และ 6.8 ล้านเลขหมายในปี 2557 หลังสร้างโครงข่ายเสร็จทั้งระบบสิ้นปีหน้า

"ปีหน้าทั้งปีเป็นปีแห่ง การสร้างเครื่องมือหาเงิน หวังลึก ๆ ว่า ถ้าสร้างโครงข่าย 3G ได้เร็วจะมีลูกค้ามากกว่าประมาณการ เพราะคนไทยใช้มือถือรองรับ 3G กว่า 5 ล้านเครื่อง ถ้าทีโอทีทำได้ก่อนลูกค้ากลุ่มนี้จะพลิกกลับมาใช้ได้ และดึงโอเปอเรเตอร์อื่นให้มาใช้โครงข่าย 3G แทนลงทุนเอง"

นอกจากนี้ ยังต้องสร้างรายได้จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสายและ ไร้สาย หลังจากปีนี้การขยายฐานลูกค้าในส่วนนครหลวงต่ำกว่าเป้า เมื่อหักลบยอดลูกค้าที่ออกจากระบบแทบไม่เพิ่มขึ้น แม้เขตภูมิภาคจะไปได้ดี แต่ไม่สามารถชดเชยได้ ส่วนปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระบบบิลลิ่ง, การแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองมาแล้วและ ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของ ทีโอทีด้วยก็ยังไม่ชัดเจน ต่างเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข

"การแก้ไขสัมปทานหลายครั้งเอื้อให้ รายได้ทีโอทีโตขึ้น แต่บางส่วนไม่ชัดเจนว่าแก้เพื่ออะไร ซึ่งกระทบต่อการเปิดให้บริการ 3G ของทีโอที เพราะไม่รู้กรรมสิทธิ์ในสถานีฐานมีแค่ไหน จะใช้สถานีฐานร่วมได้อย่างไร ขณะที่คดีข้อพิพาทของทีโอทีมีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ถ้าเราแพ้ทั้งหมดก็ล้มพับไปทั้งองค์กร ดังนั้นบอร์ดจึงต้องการให้มีนักกฎหมายเก่ง ๆ มาวางยุทธศาสตร์ในการสู้คดี เอกชนจ้างมือหนึ่งมาทำให้ทั้งนั้น แต่วันนี้ทีโอทียังไม่มี จึงมีการเปลี่ยนผู้บริหารให้งานเดินได้"

นอกจากนี้ ยังเตรียมจ้างนักกฎหมายจากสำนักงานกฎหมายเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเข้า มาดูแลเรื่องคดีให้ทั้งหมด แม้ค่าใช้จ่ายสูง แต่เมื่อเทียบมูลค่าที่พิพาทกันแล้วถือว่าคุ้ม

ประชาชาติธุรกิจ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4272