3G เทคโนโลยีใหม่ที่ใคร ๆ ก็พูดถึงในตอนนี้ แต่ใช้แล้วดีจริงหรือ จำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้ 3G บนเวทีสัมมนา "3G ผลดี ผลเสีย ผลประโยชน์" ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในงานเชียงใหม่ เอ็มไอซีที สร้างคน สร้างชาติ มีอีกมุมมองให้ได้คิด
"วิโรจน์ โตเจริญวาณิช" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า 3G เป็นระบบในการรับส่งข้อมูลโดยใช้คลื่นความถี่ ซึ่งมีการให้บริการในหลากหลายความถี่ มีทั้ง 3G ที่อยู่ในระบบจีเอสเอ็ม ระบบซีดีเอ็มเอ ระบบ เอชเอสพีเอ สำหรับ กสทฯเองก็ให้บริการในรูปแบบซีดีเอ็มเอ บนคลื่นความถี่ 800 MHz รับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 3.1 Mbps
ขณะที่เอไอเอสก็กำลังทดลองให้บริการเอชเอสพีเอบนคลื่น 900 MHz ด้วยความเร็ว 3.6 MHz ส่วนที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังจะประมูลคือคลื่นความถี่ 2100 MHz ซึ่งในแง่เทคนิคจะใช้คลื่นความถี่ใดก็ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณความกว้างของคลื่น (แบนด์วิดท์) ที่ใช้ว่าสามารถจะรองรับ ผู้ใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงแต่อาจจะมี ข้อจำกัดที่ต่างกันในแต่ละคลื่นความถี่ โดยเฉพาะด้านอุปกรณ์ ตัวเครื่องมือถือ ซึ่งเป็นธรรมดาว่าคลื่นความถี่ไหนคนใช้เยอะ อุปกรณ์ที่มารองรับก็จะราคาถูกกว่า
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ต่างประเทศก็เริ่มพูดถึง 4G หรือ LTE ที่ให้บริการด้วยความเร็ว 100 Mbps กันแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อไหร่
ขณะที่ "วิเชียร นาคสีนวล" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่มาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก คือบนย่านความถี่ 1965-1980 MHz และย่าน 2155-2170 MHz ซึ่งปกติทั่วไปหากส่งข้อมูลเร็วกว่า 384 Kbps ก็ถือว่าเป็นความเร็วระดับ 3G แล้ว แต่ทีโอทีให้บริการด้วยความเร็วถึง 7.2 Mbps เพียงแต่ครอบคลุมแค่เขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น ซึ่งใจจริงจะอยากให้ขยายบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ต้องรอให้รัฐบาลอนุมัติก่อน
ในปีที่ผ่านมาผู้ใช้บริการ 3 จีทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านเลขหมาย และคาดว่าในปี 2556 จะเพิ่มเป็น 1,500 ล้านเลขหมาย ซึ่งจะมีผลให้ตัวเครื่องมือถือราคา ถูกลงและมีฟังก์ชั่นที่หลากหลายขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะต่อยอดจากการใช้บริการ 3G ด้วย อาทิ การให้บริการคอนเทนต์ การเป็นผู้ให้บริการแบบ MVNO คือให้บริการมือถือโดยเช่าใช้โครงข่ายผู้อื่น
"3 จีจะทำให้เกิดแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ อย่างวิดีโอคอลล์ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนตื่นเต้นกับ 3 จี แต่แก่นของมันคือ ไฮสปีดเน็ตไร้สาย ที่ทำให้คนตัดสินใจเลือกเข้ามาใช้ 3 จี ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกสบายใน ชีวิตมากขึ้น เพราะทุกคนตอนนี้ก็มีความต้องการใช้งานด้านดาต้ามากขึ้น" นายวิเชียรกล่าวและว่า
ปัจจุบันการใช้ 3G จะเป็นแค่ซิมที่ 2 สำหรับคนที่ต้องการใช้งานด้านดาต้า ไม่ใช่ซิมหลัก แต่อนาคตการที่ลูกค้าจะยกเลิกการให้บริการ 2.5G เกิดขึ้นแน่นอน เพียงแต่ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ อาจจะเป็นอีก 3-4 ปี ข้างหน้า เพราะในปัจจุบันการให้บริการด้านเสียงและ SMS ก็ยังคงเป็นรายได้หลักราว 70% ของผู้ให้บริการมือถือ และจะยังเป็นเช่นนี้ไปอีก 2-3 ปี
ขณะที่ "ปรัธนา ลีลพนัง" ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังมีอยู่มาก แต่จำนวนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มีราว 18 ล้านครัวเรือนเท่านั้น การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญ 3 จีก็ทำให้เกิดแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ พร้อมกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
"ปัจจุบันคนไทยใช้มือถือกว่า 60 ล้านซิม ใช้บริการ SMS เป็นประจำ 30 ล้านคน ใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือราว 10 ล้านคน ถือว่ายังมีช่องว่างอยู่มาก และเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ไม่ว่าจะเป็น 2G หรือ 3G จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งปัจจุบันความเร็วของอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่เป็น GPRS Edge จะอยู่ที่ 240 Kbps ใกล้เคียงกับอินเทอร์เน็ต ADSL แล้ว" ด้าน น.อ.ธงชัย อยู่ญาติวงศ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า มีผลการวิจัยระบุ ชัดเจนว่าการสื่อสารด้วยความเร็วสูงมีความสัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้าประเทศใดมีศักยภาพในการสื่อสารด้วยความเร็วสูง มีการใช้แบนด์วิดท์เพื่อการสื่อสารเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจของประเทศก็จะดี เปรียบได้กับสังคมยุค เกษตรและอุตสาหกรรมต้องมีถนนเพื่อให้ความเจริญเข้าถึง ปัจจุบันถือเป็นยุคสารสนเทศ การมีถนนข้อมูลขนาดใหญ่ก็เป็น สิ่งจำเป็นที่จะนำพาความเจริญเข้ามาในประเทศ
"3 จีมีส่วนช่วยขับเคลื่อนพฤติกรรม ของผู้บริโภคในอนาคตที่ให้เข้าสู่สังคมแบบ ubiquitous computing หรือยุคระบบคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก ที่จะอยู่รอบตัวเรามากขึ้น เช่น บลูทูท ไว-ไฟ เห็นได้จากปัจจุบันที่นำมาใช้ในแวดวงสาธารณสุข กับการติดระบบเซ็นเซอร์กับตัวผู้ป่วย"
และด้วยความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี ค่าบริการในการใช้โครงข่ายเหล่านี้ก็จะมีต้นทุนที่ถูกลง เอื้อต่อการนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา เทคโนโลยีในการสื่อสารข้อมูลอย่าง 3G จะมีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนการสอนแบบ "อีเลิร์นนิ่ง" ให้ก้าวไปสู่ "โมบายเลิร์นนิ่ง" เช่นเดียวกับ ที่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น
คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวทิ้งท้ายว่า "สิ่งที่น่าเป็นกังวลกับเทคโนโลยียุคใหม่คือ ผู้ปกครองจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อให้ทันกับเด็ก ๆ เทคโนโลยีได้ทำให้พฤติกรรมเด็ก ในปัจจุบันเริ่มมีปัญหา เห็นได้จากเด็กในสมัยนี้ใช้โทรศัพท์มือถือแพงกว่าผู้ใหญ่ นิยมโหลดแอปพลิเคชั่นกันมาก ผู้ใหญ่จึงต้องระวังพฤติกรรม และค่านิยมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการรู้เท่าทันในการเข้าถึงข้อมูลอย่างคลิปวิดีโอและเกมของเด็ก ๆ ด้วย"
ประชาชาติธุรกิจ 04 มกราคม พ.ศ. 2553