หลังพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (พ.ร.บ.กสทช.) ประกาศในราชกิจจานุกเบกษา และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 53 ทำให้หลายกิจการต้องรื้อหรือปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่
กสท โทรคมนาคม เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่หวั่นว่าจากเคยเป็น "เสือนอนกิน" จะกลายเป็นเสือลำบาก เพราะเดิมเคยมีรายได้จากการคู่สัญญาร่วมการงาน โดยเฉพาะธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่บางรายอย่างบริษัททรูมูฟกำลังจะหมดอายุ สัญญาซึ่งเหลือไม่ถึง 3 ปี หรือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) แม้จะเหลืออายุสัญญา 8 ปี แต่ กสท ยังมีสิทธิในเงินส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาร่วมการงานอีกเพียง 3 ปี หลังจากนั้นต้องส่งคืนกระทรวงการคลังทั้งหมด รวมทั้ง การเกิด กสทช.ชุดใหม่ ภารกิจแรกๆ หนีไม่พ้นการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G บนความถี่ 2.1 GHz ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยดังกล่าวเป็นสิ่งผลักดัน กสท ให้เข้าสู่จุดอับมากขึ้น หากไม่มีการปรับตัว
"การประมูลไลเซนส์ 3G ความถี่ใหม่คงประมาณปลายปี 55 หรือต้นปี 56 ถ้าไลเซนส์ใหม่ออกเร็ว เราก็ต้องเร่งหาออกหาทางปรับตัวเองให้เร็วมากขึ้น อย่างทีโอทีเขาก็จะเปิดบริการ 3G TOT ในเดือนเม.ย.นี้" จิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าว
ขณะที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือซึ่งให้บริการในระบบ CDMA ภายใต้ชื่อ CAT CMDA ในภูมิภาค 51 จังหวัด มีลูกค้าประมาณ 3.5 แสนราย และที่ให้สิทธิบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย ซึ่งเป็นผู้ทำตลาดภายใต้ชื่อ "ฮัทช์" ในกทม.และภาคกลางจำนวน 25 จังหวัดก็อาการสาหัสถึงขั้นไปไม่รอด
ปัญหาที่ทำให้บริการ CDMA ตกที่นั่งลำบากเป็นเพราะ 1.การ ทำธุรกิจแยกกัน ผู้บริโภคเกิดความสับสนในการใช้บริการระหว่างส่วนกลางที่ใช้แบรนด์ "ฮัทช์" และส่วนภูมิภาคเป็น CAT CMDA 2. ขาดการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ 3.กสท และฮัทช์ไม่สามารถวางแผนและบริหารโครงข่ายร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูง สุดได้ และทำให้โครงข่ายมีคอนเวอร์เจนซ์ด้อยกว่าผู้ให้บริการอื่นๆ
4. ลูกค้าไม่พอใจคุณภาพโครงข่ายและการให้บริการ เนื่องจากโครงข่ายทั้ง 2 มีมาตรฐานการให้บริการ การบริหาร และการควบคุมคุณภาพที่แตกต่างกัน 5. คอลล์ เซ็นเตอร์ไม่สามารถตอบคำถามลูกค้าในขณะที่ลูกค้าใช้งานอีกโครงข่ายหนึ่งได้ 6.ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการรายอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญแนวโน้มเทคโนโลยีโลกมุ่งหน้าไปที่ LTE กสท จำเป็นต้องดิ้นหาทางออกเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
แผนแรกที่ กสท เดินคือการขอมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้ยกเลิกโครงการเข้าซื้อกิจการ CDMA ใน ส่วนของภาคกลางจากฮัทช์ ซึ่งครม.เคยอนุมัติเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 53 ซึ่งทางฮัทช์ประเมินราคาไว้ที่ 7.5 พันล้านบาท แต่กิจการดังกล่าวขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 49 ปีละประมาณ 2 พันล้านบาท เนื่องจากรายได้ต่อเลขหมายต่อเดือนลดลงอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าหดหายจาก 1.2 ล้านรายเมื่อปลายปี 52 เหลือแค่ 7-8 แสนราย และกสท ประเมินมูลค่าแล้วว่าน่าจะอยู่ที่ 4 พันล้านบาท เมื่อจูนราคาไม่ได้เจรจาไม่ลงตัวดีลก็ล่ม
กสท จำเป็นต้องเดินแผน 2 โดยพึ่งพาพันธมิตรทางธุรกิจอย่างทรูมูฟในการเข้าซื้อกิจการฮัทช์ เมื่อการเจรจาซื้อขายสำเร็จแล้วค่อยมาปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ โดยการทำสัญญาใหม่ ยกเลิกสัญญาเดิมที่เคยทำไว้กับฮัทช์
ตามหมากที่ กสท วางไว้สำหรับการดิ้นเพื่อรอด ได้มีการชงเรื่องเข้าครม.เพื่ออนุมัติ 3 เรื่องหลักเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 53 คือ 1. อนุมัติให้ยกเลิกโครงการเข้าซื้อกิจการ CDMA ในส่วนกลาง 25 จังหวัด โดยเข้าซื้อทรัพย์สิน รวมทั้งอนุมัติให้ กสท ยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2553
2. อนุมัติให้ดำเนินการยกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ CDMA ในส่วนของภาคกลางประกอบด้วย 1. สัญญาทำการตลาดวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ ดิจิตอล แอมป์ 800 แบนด์ เอ กับบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย 2. สัญญาเช่าและว่าจ้างให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซ่อมแซม บำรุงรักษา และดูแลจัดการเครื่อง และอุปกรณ์วิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ ดิจิตอล แอมป์ 800 แบนด์ เอ กับบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ส่วนอีกเรื่องคือ ให้ครม.รับทราบแนวทางการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์มือถือของ กสท
แต่ถึงแม้ครม.จะอนุมัติให้ ยกเลิกสัญญากับฮัทช์ แต่ยังไม่ได้มีการเจรจายกเลิกแต่อย่างใด เพราะการยกเลิกสัญญาเป็นการเจรจาระหว่างคู่สัญญาว่าจะยกเลิกเมื่อไหร่ เพราะหากยกเลิกทันทีจะไม่มีผู้ดูแลลูกค้าที่มีอยู่ จำเป็นต้องมีขั้นตอนที่ราบรื่นที่เปลี่ยนมือจากฮัทช์ไปสู่กลุ่มทรู
"ขณะนี้เราต้องทำ CDMA ครึ่งๆ กลางๆ การให้บริการต่อไปก็รันไม่ได้ สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่เป็นการช่วยใคร แต่เป็นการช่วยตัวเอง เพราะกิจการที่ทำอยู่ขณะนี้ไม่มีอนาคต วิธีที่ กสท ดำเนินการอยู่เป็นทางที่จะทำให้เรารอด และเราเปิดโอกาสให้ทุกรายไม่ใช่แค่ทรู แต่ถ้าใครซื้อกิจการได้ก็มาทำสัญญากันใหม่"
ยุทธวิธีที่ กสท ดำเนินการอยู่เป็นโมเดลใหม่ของธุรกิจโทรศัพท์มือถือเพราะต้องการพลิกบทบาทมา เป็นผู้ให้บริการเครือข่าย หรือเน็ตเวิร์ก โอเปอเรเตอร์เต็มตัว หลังกลุ่มทรูซื้อฮัทช์สำเร็จ แล้วมีการทำสัญญาฉบับใหม่ในรูปแบบขายส่ง-ขายปลีก หรือโฮลเซล-รีเซล และจะเลิกให้บริการระบบ CMDA ทั้งที่เป็นแบรนด์ของ CAT และแบรนด์ของฮัทช์ หันไปทำระบบ HSPAซึ่งเป็นการอัปเกรดเทคโนโลยีจากโครงข่ายเดิมบนความถี่ 850 MHz ให้เป็นระบบ 3G เพื่อไป 4G ซึ่งเป็น LTE ตามกระแสโลกสื่อสาร
"การทำตลาดจะเป็นแบบโฮลเซลเลอร์ รีเซลเลอร์ ผู้ได้สิทธิในการทำตลาดไปรับความเสี่ยงเอาเอง ซึ่งตรงนี้จะมีรีเซลเลอร์กี่รายก็ขึ้นอยู่กับผู้ขายส่ง แต่แบรนด์จะต้องเป็น CAT 3G"
ทั้งนี้ ระหว่างการเปลี่ยน ย้ายเทคโนโลยีจากการให้บริการ CDMA เป็น 3G HSPA ผู้บริหาร กสท ยืนยันว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี และในช่วง 2 ปีนี้แบรนด์ฮัทช์จะค่อยๆ เลือนลางจางหายไป ส่วนลูกค้าที่มีอยู่ในระบบจะทยอยเปลี่ยนมาใช้แบรนด์ CAT 3G ซึ่งระหว่างนี้ กสท จะใช้วิธีแบบคู่ขนานในการโอนย้ายลูกค้ามายังระบบ HSPA ที่ กสท มีแผนจะพัฒนาอยู่แล้ว และหากพันธมิตรสามารถซื้อฮัทช์ได้ กสทก็จะได้สิทธิเช่าโครงข่ายในพื้นที่ 25 จังหวัดโดยตรง และสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจอย่างอื่นรองรับกับการเป็นเน็ตเวิร์ก โพรวายเดอร์
"ช่วงแรกเราจะเช่าโครงข่ายก่อน เพื่อให้บริการ HSPA ทันกับสถานการณ์การแข่งขัน แต่สุดท้ายเราต้องเป็นเจ้าของเน็ตเวิร์กทั้งหมด โดยการหางบมาซื้อ เพื่อจะได้สะดวกในการบริหารจัดการโครงข่ายทั่วประเทศ"
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มกราคม 2554 11:42 น.