เปิด แผน "กสทฯ-ทรู" จับมือสู้ศึกมือถือ ขยับปลดล็อกสัมปทานหมดอายุ-ผ่าทางตัน 3G ปั้นขุมทรัพย์ใหม่ "วิน-วิน" ทั้งคู่ "ซีอีโอ กสทฯ" เปิดใจเบื้องลึกดีล "ทรู-ฮัทช์" ผุดโมเดลธุรกิจ "ค้าส่ง-ค้าปลีก" ยกสถานะเป็น "เน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์" พลิกขาดทุนเป็นกำไรปีละ 2 พันล้านจากลูกค้า 1 ล้านราย ปิดฉากแบรนด์ "ฮัทช์" เม.ย.นี้ ทยอยอัพเกรดโครงข่ายขึ้น HSPA ทั่วประเทศ เปิดทาง "ดีแทค" ลุยเต็มสูบเก็บตังค์ 3G คลื่นเดิม
นาย จิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับกลุ่มทรูในการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ภายหลังจาก กลุ่มทรูเข้าซื้อกิจการของฮัทช์เรียบร้อยแล้วจะทำให้ทั้งคู่อยู่รอด และสร้างการเติบโตต่อไปได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก คือผู้ประกอบการอันดับ 3 และ 4 อยู่ลำบากยากที่จะมีกำไร ดังนั้นหากร่วมมือกันได้จึงเป็นผลดีกับทั้งคู่ กรณี กสทฯที่ผ่านมามีปัญหาจากการมีโครงข่ายแยกกันบริหารระหว่างส่วนกลางภายใต้แบ รนด์ฮัทช์กับส่วนภูมิภาค (แคท ซีดีเอ็มเอ) ทำให้มีผลการดำเนินงานติดลบกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปีมาโดยตลอด แต่เมื่อเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ โดยเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย (เน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์) และขายส่งบริการ ซึ่งเปลี่ยนเทคโนโลยีจากซีดีเอ็มเอเป็น HSPA Plus เนื่องจากอัพเกรดเป็น LTE หรือ 4G ได้ง่ายด้วยต้นทุนไม่แพงจะทำให้มีกำไรตั้งแต่ปีแรกทันที
"ทุก วันนี้เราทำซีดีเอ็มเอส่วนภูมิภาคติดลบปีละ 2 พันกว่าล้าน เพราะรายจ่ายมากกว่ารายได้ ขณะที่ส่วนกลางที่ฮัทช์ทำเราได้ส่วนแบ่ง 20% ได้ปีละ 7-8 ร้อยล้านเอามารวมกันก็ยังติดลบอยู่ดีพันกว่าล้าน แต่ถ้าเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้ทรูเป็นรีเซลเลอร์ ปีแรกกำไรทันที 2 พันล้าน จากฐานลูกค้า 1 ล้านราย ดังนั้นการที่เราซื้อฮัทช์เองไม่ได้ตั้งแต่ปี 2552 ถือเป็นโชคดี ตอนนั้นไม่มี HSPA Plus ซื้อมาก็ยังคงลงทุนซีดีเอ็มเอ ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนอีกอยู่ดี"
และคาดว่า กสทฯจะดำเนินการยกเลิกสัญญาทำตลาดของฮัทช์เดิม และเจรจาทำสัญญาใหม่กับกลุ่มทรูได้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยทำสัญญาใหม่ 2 สัญญา คือตัวแทนขายส่งขายปลีกบริการ หรือรีเซลเลอร์ มีอายุ 14 ปี เท่ากับระยะเวลาในใบอนุญาตของ กสทฯ อีกส่วนคือ บริษัทที่ดูแลบริการ เรียกว่า OP CO หรือ Operating Company ซึ่ง กสทฯมีสิทธิ์เข้าไปถือหุ้นได้ 25% ภายใน 2 ปี
โดย กสทฯมีความตั้งใจเข้าไปซื้อหุ้นแน่นอน เพราะต้องการเป็นเจ้าของเน็ตเวิร์ก แต่ไม่ซื้อตั้งแต่แรก เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจการขออนุมัติลงทุนมีขั้นตอนมากทำให้เสียโอกาสทาง ธุรกิจได้ ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วจึงจะทำสัญญาเช่าใช้โครงข่ายจากทรู เพื่อให้บริการไปก่อน แต่สัญญา ดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานเดิมที่ให้สิทธิ์ทรูมูฟให้บริการ ระบบ 2G ซึ่งกำลังจะหมดอายุในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2556) แต่ในระหว่างบริการ HSPA และ 2G ของทรูมูฟจะมีการโรมมิ่งเครือข่ายระหว่างกันแน่นอน เพราะคนใช้โทรศัพท์ มือถือส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่ใช้บริการ 2G มากกว่า 3G
"สัมปทาน 2G เหลืออีก 3 ปี ถามว่าจะมีการเทิร์นลูกค้าอยู่ตรงนี้หรือไม่ ก็เป็นไปได้ แต่ยังมีเวลาเจรจาเหลืออีก 2 ปี แต่ตรงนี้สำคัญกว่าที่ต้องเริ่ม HSPA โดยบอร์ด กสทฯครั้งที่แล้วอนุมัติรูปแบบธุรกิจใหม่ แบ่งเป็นเน็ตโคกับออฟโค ในการประชุมครั้งหน้า (14 ม.ค.) จะพิจารณาเรื่องรายได้และการคาดการณ์อะไรต่าง ๆ ในเชิงธุรกิจ"
สำ หรับแบรนด์ "ฮัทช์" จะยุติการทำตลาดภายในเดือน เม.ย. และภายใน 3-6 เดือนจะหมดไปจากตลาดเหลือเพียง "แคท ซีดีเอ็มเอ" มีฐานลูกค้ารวมกันประมาณ 1 ล้านราย มีสถานีฐานรวมกัน 3,000 แห่ง แยกเป็นในส่วนกลาง 1,400 แห่ง และในภูมิภาค 1,600 แห่ง
"ความถี่ 850 MHz ที่เรามี 15 MHz ทรูจับมือกับเราทำตรงนี้ ขณะที่ดีแทคก็ทำอีก 10 MHz ของตนเอง เร็ว ๆ นี้ก็น่าจะได้เปิดคอมเมอร์เชียลแล้ว รูปแบบธุรกิจของเรากับทรู เหมือนมีที่ดินสร้างโรงงาน มีใบอนุญาตผลิตสินค้า เหมือนที่เรามีใบอนุญาต และมีความถี่ อุปกรณ์บางอย่างเราก็ซื้อมาติด เช่น เสา และแอนเทนนา สินค้าที่เกิดจากโรงงานนี้เป็นของเรา แล้วเราก็มาขายต่อยี่ปั๊วหรือรีเซลเลอร์ วันดีคืนดีเราอาจขายโปรดักต์ที่ 2 ให้ออฟโค 2 เช่น ไวแมกซ์ เป็นต้น"
นายจิรายุทธกล่าวด้วยว่า ข้อสรุปการแก้ไขสัญญาระหว่าง กสทฯกับดีแทคได้ ข้อสรุปแล้วว่าไม่ได้รับความเสียหายจากการแก้ไขสัญญาดังกล่าว เพราะการลดส่วนแบ่งและขยายอายุสัญญาต่อไปอีก 5 ปีได้ส่วนอื่นเพิ่มเติม เช่น เมื่อก่อนในสัญญาดีแทคจะเขียนว่า กสทฯห้ามทำเองเกิน 5 หมื่นราย ซึ่งนอกจาก กสทฯจะทำซีดีเอ็มเอได้เองแล้ว ในเวลาต่อมายังทำให้เกิดทรูมูฟและดีพีซี ซึ่งสร้างรายได้ให้มหาศาล
"การแก้สัญญาของเราไม่เหมือนกรณี เอไอเอส ที่อยู่ดี ๆ ไปลดเฉย ๆ ต้องมองภาพรวม ของเราทำให้มีเงื่อนไขอื่น ๆ ตามมา ทำให้เกิดดีพีซีและทรูมูฟ จริง ๆ ข้อสรุปคณะกรรมการ ม.22 กรณีดีแทค ไม่เป็นเอกฉันท์ ตัวแทนหน่วยงานรัฐบอกให้ไปต่อรองผลประโยชน์เพิ่มเติม แต่ไม่บอกว่าเท่าไร อย่างไร เราจึงส่งไปว่าข้อสรุปเป็นแบบนี้แต่ไม่เป็นเอกฉันท์ และบอกเหตุผลคนที่เห็นด้วยเพราะอะไร ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร"
ประชาชาติธุรกิจ 10 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4278