รมว.ไอซีที เผยสำนักอัยการสูงสุดร่อนจดหมายถึงกสท แล้วระบุดีแทคสามารถเดินหน้าทำ 3G เชิงพาณิยช์ได้ แต่กสท ยังคาใจเตรียมร่อนจดหมายถามอัยการอีกรอบ พร้อมลั่นให้เวลา 6 เดือนข้าราชการประจำ ก่อนสั่งโยกย้าย ด้านบอร์ดรัฐวิสาหกิจได้รายชื่อแล้วคาดอีก 2 สัปดาห์รู้ผล
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวภายในงาน เสวนาจิบน้ำชาหัวข้อ เปิดนโยบายไอซีทีรัฐบาลใหม่ว่า ประเด็นสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ในปัญหาการเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ได้หรือไม่นั้น โดยทางกสท ได้ยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดตีความ ซึ่งได้ยื่นเรื่องไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา เท่าที่ทราบเรื่องจากกสท ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งจดหมายยืนยันกลับมาทางกสท แล้ว โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญระบุว่า ดีแทคสามารถเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ได้แล้ว แต่ทางกสท ยังคงมีประเด็นสงสัยในเนื้อหาของจดหมายที่อัยการส่งมาบ้างเรื่องจึงจะดำเนินการส่งจดหมายกลับไปสอบถามยังสำนักอัยการสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนกระแสที่ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่ข้าราชการประจำกระทรวงอาจโดนปรับเปลี่ยน โยกย้าย หรือรื้อโครงสร้างข้าราชการนั้น ตนมองว่าไม่เห็นด้วยเพราะเราไม่มีนโยบายในการทำงานดังกล่าวแต่อย่างใด แต่มีแนวคิดให้มีการแข่งขันในการทำงานมากกว่า
“อย่างไรก็ดี จะให้เวลากับข้าราชการประจำในการทำงานภายหลังมอบนโยบายภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นหากไม่มีผลงานหรือความคืบหน้าใดใดก็อาจจะต้องเข้าไปรื้อบ้างโครงสร้าง และโยกย้ายบ้างตำแหน่งก็เป็นไปได้”
น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวว่า ส่วนกรณีการสรรหาคณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน ) คาดว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้จะเห็นรายชื่อทั้งหมด โดยในตอนนี้มีรายชื่อทั้งหมดอยู่ในมือแล้วเหลือเพียงพิจารณาเท่านั้น
ขณะที่การดำเนินการกับสัญญาสัมปทานในโครงการต่างๆ ที่มีข้อสังสัย และปัญหาอยู่ในตอนนี้ โดยทางกระทรวงไอซีทีจะได้ทำความเห็นเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้ให้นางจีรวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงไอซีทีกลับไปรวบรวมข้อมูล เพื่อพิจารณาเพื่อตั้งคณะทำงานตรวจสอบรายละเอียดเพื่อความโปร่งใส และตอบคำถามต่อสังคมได้ แต่คงไม่สามารถชี้ความถูกผิดได้ เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และการดำเนินการบางโครงการเป็นการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ขณะนี้มีประมาณ 24 กรณี
นอกจากนี้ ทางกระทรวงไอซีทีต้องการให้มีการลดการซ้ำซ้อนการลงทุนของทีโอที และกสท เนื่องจากต้องรอให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ให้แล้วเสร็จก่อน รวมทั้งให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ไปปรับแผนธุรกิจและแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการลงทุนที่มีการลงทุนซ้ำซ้อน อาทิ โครงการลงทุนเอฟทีทีเอ็กซ์ (FTTx) หรือการให้บริการโทรคมนาคมครบวงจนผ่านอินเตอร์น็ตที่เป็นสายไฟเบอร์ออฟติก
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการลงทุนที่รอความเห็นชอบจากกระทรวงไอซีทีก่อนนำเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนของกสท ได้แก่ การลงทุนสร้างเสาโทรคมนาคมและซื้อเสาคืนเสาโทรคมนาคมเพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี จากบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส จำกัด ในเครือบริษัท ทรูมูฟ จำกัด วงเงิน 12,500 ล้านบาท ส่วนโครงการลงทุนของทีโอที ได้แก่ โครงการลงทุนสร้างโครงข่ายอัจฉริยะเพื่ออนาคต หรือ เอ็นจีเอ็น เพื่อปรับสายทองแดงเป็นสายไฟเบอร์ออฟติก และปรับเปลี่ยนชุมสายเก่าในหลายพื้นที่ มูลค่า 13,000 ล้านบาท
นอกจากนั้นนโยบายของกระทรวงไอซีที ยังคงยึดแนวทาง SAMART THAILAND ในการที่จะทำให้ไอทีเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและเป็นสิ่งจำเป็นของประชาชน โดยนโยบายเร่งด่วน คือ โครงการแจกแท็บเลตให้กับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ในปี 2555 ซึ่งต้องร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ การให้บริการ wi-fi ฟรี สำหรับสถาบันการศึกษาและสถานที่ราชการเป็นบริการฟรี รวมทั้งระบบแจ้งเตือนภัยที่เป็นแบบบรูณาการ
รวมทั้งการให้บริการไอทีที่ครอบคลุม และเข้าถึงการให้บริการของประชาชนจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น บริการด้านสาธารณสุข และการเพิ่มขีดความสามารถด้านการติดต่อสื่อสารจากระบบ 2G เป็นระบบ 3G อีกทั้งอยากเห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมเนื้อหา หรือ content และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา แต่ยอมรับว่า อาจมีการปรับแก้กฎหมายด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความสอดคล้อง โดยคาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กันยายน 2554 18:24 น.