ผู้เขียน หัวข้อ: ไอเน็ทส่งเฮาส์แบรนด์ทำตลาด 3G 'TOT'  (อ่าน 581 ครั้ง)

monchai

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1383
    • อีเมล์
ไอเน็ท คอนเน็ค  ส่งมือถือเฮาส์แบรนด์ "ไอเน็ท"  ชิมลางชิงบริการ 3 จี "ทีโอที"  วางกลยุทธ์เจาะกลุ่มผู้ต้องการมือถือ 3 จี  2 ซิม ราคาต่ำกว่าแบรนด์เนมครึ่งหนึ่ง  พร้อมเผยยอดขายไต่อันดับแตะเดือนละ 30,000 เครื่อง วางเป้าหมายรักษาคุณภาพ   ดันยอดรายได้ปีหน้า 1 พันล้าน   
นายอรรถวิชญ์ เอกธนิตพงษ์  กรรมการผู้จัดการบริษัท ไอเน็ท คอนเน็ค จำกัด ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเฮาส์แบรนด์ของเมืองไทยภายใต้ชื่อ "ไอเน็ท (INET)"  มือถือเฮาส์แบรนด์  เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มนำโทรศัพท์มือถือแบรนด์ไอเน็ท ที่รองรับการทำงานบนโครงข่าย 3 จี เข้ามาทดสอบการทำงาน   เพื่อรองรับกับบริการ 3 จี    ที่คาดว่าคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคม หรือ กทช. จะมีการออกใบอนุญาตให้บริการปีหน้า   
ขณะเดียวกันในวันที่ 3 ธันวาคม 2552 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี จำนวน  500,000 เลขหมาย  ผ่านการทำตลาดขายส่งให้เอกชน 3 ราย  คือ  บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน)  และบริษัท ไออีซี จำกัด (มหาชน)   ซึ่ง บมจ. ไออีซี ในฐานะพันธมิตรก็พร้อมนำโทรศัพท์มือถือ 3 จีของไอเน็ทเข้าไปทำตลาด 
โดยโทรศัพท์มือถือ 3 จีไอเน็ท ที่จะนำเข้าสู่ตลาดนั้นจะมีหน้าจอทัชสกรีน  มี 2 ซิม ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้งานด้านเสียง (Voice) ผ่านเครือข่าย 2.5 จี  และใช้งานรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย 3 จี   คาดว่าจะวางจำหน่ายในราคาประมาณ 4,000 บาท  ขณะที่รุ่นที่เป็นสมาร์ทโฟน  ราคา 7,000 บาท    ซึ่งต่ำกว่าแบรนด์เนมมากกว่า 50%   ซึ่งเชื่อว่าราคาดังกล่าวจะทำให้ลูกค้ามีสิทธิ์ใช้งานโทรศัพท์ 3 จี ได้ง่ายขึ้น   นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านซอฟต์แวร์  , บริการ และเกม บนโครงข่าย 3 จี   โดยขณะนี้มีบริษัท ทริบเบิล เพลย์  จำกัด ในเครือ บมจ. ไออีซี  เป็นผู้พัฒนาเกม  และจัดหาแอพพลิเคชัน ที่ทำงานบนโครงข่าย 3 จีให้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี อย่างเต็มที่
นายอรรถวิชญ์  กล่าวต่ออีกว่าบริษัทได้ใช้งบลงทุนราว 100 ล้านบาท  นำเข้าโทรศัพท์มือถือจากโรงงานผลิตในประเทศจีน   ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาจนได้มาตรฐาน เข้ามาทำตลาดภายใต้แบรนด์ไอเน็ท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552    นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งสำนักงานทดสอบ คัดเลือก ตรวจสอบคุณภาพสินค้า 100% ขึ้นมาในจีน ทั้งนี้ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมามีการทำตลาดผ่านพันธมิตร  คือ บลิสเทล  ไออีซี และทีจีโฟน  โดยมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง   ซึ่งขณะนี้มียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 30,000 เครื่อง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้   โดยในปีหน้าบริษัทยังคงตั้งเป้ายอดรายได้ไว้ 1,000 ล้านบาท   ซึ่งจะมุ่งรักษายอดขายเอาไว้เดือนละ 30,000 เครื่อง    เนื่องจากมองว่าตัวเลขยอดขายดังกล่าวนั้นทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้   
"ที่ผ่านมามีเฮาส์แบรนด์บางรายที่มุ่งขายเครื่องออกไปเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นให้บริการกับลูกค้าไม่ไหว  สุดท้ายต้องปิดตัวไป   แต่ก็กลับมาขายโดยใช้ชื่อใหม่    ดังนั้นในการเลือกซื้อมือถือเฮาส์แบรนด์ ผู้บริโภค อาจต้องดูความน่าเชื่อถือของบริษัทเจ้าของแบรนด์นั้นด้วย"   
ซึ่งในขณะนี้บริษัทมีสัดส่วนเครื่องเสียประมาณ 200-300 เครื่อง หรือประมาณ 1.5-2% ของยอดขาย    ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้   โดยหากบริษัทมุ่งเน้นสร้างยอดขายมากเกินไปอาจส่งผลทำให้มีปัญหาด้านการให้บริการภายหลัง    โดยขณะนี้บริษัทมีพันธมิตร  คือ ไออีซี อีซี่ฟิกซ์  ที่ทำหน้าที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือโนเกีย  เข้ามาสนับสนุนทางด้านบริการหลังการขายกับลูกค้า   และเข้ามาช่วยตรวจสอบคุณภาพ    โดยลูกค้าที่ซื้อเครื่องไปแล้วมีปัญหาสามารถนำเครื่องมาเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ภายใน 15 วัน      ซึ่งทิศทางปี 2553 บริษัทในฐานะเฮาส์แบรนด์รายใหม่ในตลาดยังคงมุ่งเน้นคุณภาพสินค้าเป็นหลักเพื่อสร้างความแตกต่างจากเฮาส์แบรนด์รายอื่นในตลาด
ทั้งนี้ตลาดมือถือเฮาส์แบรนด์ปีหน้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง   โดยคาดว่าจะมีสัดส่วน 30% ของตลาดโทรศัพท์มือถือโดยรวมปีหน้า 9 ล้านเครื่อง    ซึ่งโทรศัพท์มือถือเฮาส์แบรนด์ยังเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ต้องการโทรศัพท์มือถือที่รองรับการใช้งาน 2 ซิม  ดูทีวีได้  ราคาประหยัด 3,000-4,000 บาท   นอกจากนี้ยังคาดว่าต่อไปจะเหลือเฮาส์แบรนด์ยี่ห้อหลักๆ ที่มีความน่าเชื่อถือเพียง 4-5 รายเท่านั้น    โดยรายที่ไม่ได้คุณภาพจะเริ่มหายไปจากตลาด           

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,483  29  พ.ย. - 02 ธ.ค. 2552