ไอเน็ท คอนเน็ค ส่งมือถือเฮาส์แบรนด์ "ไอเน็ท" ชิมลางชิงบริการ 3 จี "ทีโอที" วางกลยุทธ์เจาะกลุ่มผู้ต้องการมือถือ 3 จี 2 ซิม ราคาต่ำกว่าแบรนด์เนมครึ่งหนึ่ง พร้อมเผยยอดขายไต่อันดับแตะเดือนละ 30,000 เครื่อง วางเป้าหมายรักษาคุณภาพ ดันยอดรายได้ปีหน้า 1 พันล้าน
นายอรรถวิชญ์ เอกธนิตพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไอเน็ท คอนเน็ค จำกัด ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเฮาส์แบรนด์ของเมืองไทยภายใต้ชื่อ "ไอเน็ท (INET)" มือถือเฮาส์แบรนด์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มนำโทรศัพท์มือถือแบรนด์ไอเน็ท ที่รองรับการทำงานบนโครงข่าย 3 จี เข้ามาทดสอบการทำงาน เพื่อรองรับกับบริการ 3 จี ที่คาดว่าคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคม หรือ กทช. จะมีการออกใบอนุญาตให้บริการปีหน้า
ขณะเดียวกันในวันที่ 3 ธันวาคม 2552 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี จำนวน 500,000 เลขหมาย ผ่านการทำตลาดขายส่งให้เอกชน 3 ราย คือ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่ง บมจ. ไออีซี ในฐานะพันธมิตรก็พร้อมนำโทรศัพท์มือถือ 3 จีของไอเน็ทเข้าไปทำตลาด
โดยโทรศัพท์มือถือ 3 จีไอเน็ท ที่จะนำเข้าสู่ตลาดนั้นจะมีหน้าจอทัชสกรีน มี 2 ซิม ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้งานด้านเสียง (Voice) ผ่านเครือข่าย 2.5 จี และใช้งานรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย 3 จี คาดว่าจะวางจำหน่ายในราคาประมาณ 4,000 บาท ขณะที่รุ่นที่เป็นสมาร์ทโฟน ราคา 7,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าแบรนด์เนมมากกว่า 50% ซึ่งเชื่อว่าราคาดังกล่าวจะทำให้ลูกค้ามีสิทธิ์ใช้งานโทรศัพท์ 3 จี ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านซอฟต์แวร์ , บริการ และเกม บนโครงข่าย 3 จี โดยขณะนี้มีบริษัท ทริบเบิล เพลย์ จำกัด ในเครือ บมจ. ไออีซี เป็นผู้พัฒนาเกม และจัดหาแอพพลิเคชัน ที่ทำงานบนโครงข่าย 3 จีให้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี อย่างเต็มที่
นายอรรถวิชญ์ กล่าวต่ออีกว่าบริษัทได้ใช้งบลงทุนราว 100 ล้านบาท นำเข้าโทรศัพท์มือถือจากโรงงานผลิตในประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาจนได้มาตรฐาน เข้ามาทำตลาดภายใต้แบรนด์ไอเน็ท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งสำนักงานทดสอบ คัดเลือก ตรวจสอบคุณภาพสินค้า 100% ขึ้นมาในจีน ทั้งนี้ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมามีการทำตลาดผ่านพันธมิตร คือ บลิสเทล ไออีซี และทีจีโฟน โดยมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้มียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 30,000 เครื่อง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในปีหน้าบริษัทยังคงตั้งเป้ายอดรายได้ไว้ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งรักษายอดขายเอาไว้เดือนละ 30,000 เครื่อง เนื่องจากมองว่าตัวเลขยอดขายดังกล่าวนั้นทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้
"ที่ผ่านมามีเฮาส์แบรนด์บางรายที่มุ่งขายเครื่องออกไปเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นให้บริการกับลูกค้าไม่ไหว สุดท้ายต้องปิดตัวไป แต่ก็กลับมาขายโดยใช้ชื่อใหม่ ดังนั้นในการเลือกซื้อมือถือเฮาส์แบรนด์ ผู้บริโภค อาจต้องดูความน่าเชื่อถือของบริษัทเจ้าของแบรนด์นั้นด้วย"
ซึ่งในขณะนี้บริษัทมีสัดส่วนเครื่องเสียประมาณ 200-300 เครื่อง หรือประมาณ 1.5-2% ของยอดขาย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้ โดยหากบริษัทมุ่งเน้นสร้างยอดขายมากเกินไปอาจส่งผลทำให้มีปัญหาด้านการให้บริการภายหลัง โดยขณะนี้บริษัทมีพันธมิตร คือ ไออีซี อีซี่ฟิกซ์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือโนเกีย เข้ามาสนับสนุนทางด้านบริการหลังการขายกับลูกค้า และเข้ามาช่วยตรวจสอบคุณภาพ โดยลูกค้าที่ซื้อเครื่องไปแล้วมีปัญหาสามารถนำเครื่องมาเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ภายใน 15 วัน ซึ่งทิศทางปี 2553 บริษัทในฐานะเฮาส์แบรนด์รายใหม่ในตลาดยังคงมุ่งเน้นคุณภาพสินค้าเป็นหลักเพื่อสร้างความแตกต่างจากเฮาส์แบรนด์รายอื่นในตลาด
ทั้งนี้ตลาดมือถือเฮาส์แบรนด์ปีหน้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีสัดส่วน 30% ของตลาดโทรศัพท์มือถือโดยรวมปีหน้า 9 ล้านเครื่อง ซึ่งโทรศัพท์มือถือเฮาส์แบรนด์ยังเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ต้องการโทรศัพท์มือถือที่รองรับการใช้งาน 2 ซิม ดูทีวีได้ ราคาประหยัด 3,000-4,000 บาท นอกจากนี้ยังคาดว่าต่อไปจะเหลือเฮาส์แบรนด์ยี่ห้อหลักๆ ที่มีความน่าเชื่อถือเพียง 4-5 รายเท่านั้น โดยรายที่ไม่ได้คุณภาพจะเริ่มหายไปจากตลาด
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,483 29 พ.ย. - 02 ธ.ค. 2552