ผู้เขียน หัวข้อ: 'กฤษดา กวีญาณ' คนหนุ่มไฟแรงเร่งสปีด CAT Telecom  (อ่าน 483 ครั้ง)

monchai

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1383
    • อีเมล์
ภาพ กสท วันนี้เป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ไฟแรงสูง นำทีมด้วยฝ่ายบริหาร 'จิรายุทธ รุ่งศรีทอง' CEO และลูกทีม Young Blood อายุแค่ 30 กว่าๆ ด้านฝ่ายดูแลนโยบายในส่วนของบอร์ดก็มี 'กฤษดา กวีญาณ' กรรมการบอร์ดที่เป็นคนคิดเร็วทำเร็ว เข้าขากันจนกลายเป็นคู่ดูโอ ที่ช่วยกันขับเคลื่อน กสท ให้ฝ่าวิกฤตไปสู่จุดหมาย
       
       แต่ความตั้งใจจริงกลับทำให้ 'กฤษดา' ต้องเหนื่อยหนักเพราะปฏิบัติการปลุกเสือนอนกินให้ตื่นจากหลับ จากรอคนป้อนเหยื่อด้วยส่วนแบ่งรายได้ เป็นการตื่นตัวแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ อาจทำให้เสือโมโห แว้งกัดเลือดโชกเอาได้
       
       กฤษดาเล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาทำงานร่วมกับบอร์ด ผู้บริหาร และพนักงานของ กสท มาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ทำให้ทุกคนรู้ว่าจะต้องทำงานอะไร บทบาทหน้าที่แต่ละคนอยู่ตรงไหน สไตล์การทำงานของแต่ละคนเป็นยังไง เวลาประชุมบอร์ดซึ่งมี 15 คนก็จะแบ่งงานกันทำ บอร์ดส่วนใหญ่จะมีงานประจำทำอยู่ มีตัวผมเองที่ไม่มีงานประจำทำเหมือนคนอื่น เลยได้รับมอบหมายงานสำคัญหลายด้าน
       
       'ผมเคยทำงานที่ เลห์ แมนบราเธอร์ ไม่เป็นความลับใครๆก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง ตอนนี้ล้มละลายไปแล้วผมมีหน้าที่แค่ช่วยขายทรัพย์สิน ซึ่งก็ไม่มีงานประจำทำ ตอนนั้นได้รับการทาบทามจากผู้หลักผู้ใหญ่ ก็รับปากเข้ามาช่วยทำงาน เมื่อเข้ามาก็มีกรรมการหลายท่านเห็นว่าสามารถช่วยงานได้มากก็มอบหมายงานให้ เพิ่มขึ้น'
       
       นั่นเป็นที่มาในการเป็นประธานบอร์ดบริหารหรือบอร์ดเล็ก และอีก 2 บอร์ด ซึ่งจู่ๆก็คงไม่มีใครตั้งขึ้นมาบริหารงานถ้ารับผิดชอบไม่ได้ หรือไม่ได้รับฉันทานุมัติ เพราะไม่ได้มีการเสนอตัวเข้าไปทำเองและไม่ใช่การเมืองเข้าไปสั่งให้เลือกเรา แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีความสามารถในการบริหารจัดการงานได้หรือไม่
       
       ***ตอนนี้มีหน้าที่ดูแล บอร์ดไหนบ้างในกสท
       
       ถึงวันนี้ทำงานมากว่า 1 ปี ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้ทำงานในหน้าที่หลากหลายอยู่ ผลงานก็มีปรากฏชัดในส่วนประธานบอร์ดบริหาร เรื่องการผลักดันการพัฒนาธุรกิจ โครงการหลักๆ เช่น การซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย (ฮัทช์) ที่มีความพยายามผลักดันกันมาหลายบอร์ด ก็มาสำเร็จในบอร์ดชุดนี้
       
       การพัฒนาโครงการไฟเบอร์ออปติก การปรับโครงสร้าง การเพิ่มประสิทธิภาพในการขาย การบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้กำลังพัฒนา และเริ่มสัมฤทธิผลแล้ว งานเหล่านี้เป็นงานของบอร์ดบริหารที่ขับเคลื่อนและนำเสนอสู่บอร์ดใหญ่
       
       ต่อมาบอร์ดตั้งให้ผมเป็นประธานบอร์ดบริหารสื่อสารองค์กรและการตลาด อีกตำแหน่งหลังจากงานบอร์ดบริหารเริ่มเข้ารูปเข้ารอยแล้ว และผมก็เป็นกรรมการในบอร์ดชุดนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การเป็นประธานในบอร์ดนี้ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าไปครอบงำใครต่อใคร เพราะทุกคนมีความคิดทุกคน
       
       ด้านสื่อสารองค์กรและการตลาด มีความเป็นกังวลเหมือนกัน เพราะ กสท ไม่ใช่องค์กรที่มีความถนัดด้านการขาย แต่เป็นองค์กรของช่างเทคนิคส่วนใหญ่ ส่วนนี้ก็พยายามเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นนักขายเพื่อเพิ่มความสามารถในการ แข่งขัน
       
       อีกหน้าที่หนึ่งคือเป็นประธานคณะกรรมการมาตรา 22 ของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ดูแลเรื่องสัญญาสัมปทานของดีแทค โดยถูกแต่งตั้งให้ดูแลมาร่วม 2 เดือนแล้วโดยมติบอร์ดเพราะเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนจะมีการแต่งตั้งได้มีการตรวจสอบว่า ผมสามารถเป็นประธานในกรรมการชุดนี้ได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าก่อนหน้านี้เคยมีการตั้งบอร์ดชุดใหญ่มาเป็นประธานบอร์ดชุดนี้มา ก่อนแล้วในสมัยบอร์ด พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ ประกอบกับในกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าผู้ที่เป็นประธานบอร์ดมาตรา 22 ไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานเจ้าของหน่วยงานเหมือนประธานในมาตรา 13
       
       กรณีมาตรา 22 มีหน้าที่ดูแลสัญญาของดีแทค ซึ่งมีประเด็นง่ายๆ 2 ประเด็น คือ 1.จะเปิดให้ดีแทคดำเนินการให้บริการ 3G/HSPA เชิงธุรกิจเต็มรูปแบบหรือไม่ กำหนดกี่สถานีฐาน 2.การแก้ สัญญา 3 ครั้งที่ผ่านมาถูกต้องยอมรับได้หรือไม่ โดยบอร์ดมาตรา 22 ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาถึงข้อเท็จจริงซึ่งก็ได้มีข้อสรุปออกมาแล้ว หลังจากนี้ต้องให้ดีแทคเป็นคนแก้ไขว่าที่คณะทำงานสรุปมา ดีแทคเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
       
       ในขณะเดียวกัน บอร์ดมาตรา 22 ชุดก่อนหน้านี้มีความเห็นว่า การแก้สัญญา กับการให้บริการ 3G/HSPA เป็นเรื่องที่น่าจะแยกออกจากกันได้ หากมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก หรือนักวิชาการอิสระ สามารถมาชี้ได้ว่าการให้บริการนี้ยังเป็นไปตามกรอบสัมปทานเดิม ก็เป็นอำนาจของบอร์ดใหญ่อนุญาตให้ดีแทคดำเนินการเต็มรูปแบบ
       
       อดีตที่ผ่านมาประเด็นนี้ถูกมองว่าต้องไปแก้ไขสัญญาสัมปทานให้ถูกต้อง ก่อนแล้วค่อยพิจารณาการให้บริการ 3G/HSPA เต็มรูปแบบเชิงธุรกิจ
       
       แต่ถ้าสามารถพิจารณา 2 ประเด็นนี้แยกออกจากกันได้ประเทศและประชาชนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ เพราะจะได้มีบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตใช้ นำมาซึ่งการแข่งขันด้านราคามากขึ้น และที่สำคัญองค์กรสื่อสารที่เป็นของรัฐก็จะได้ประโยชน์ ได้ส่วนแบ่งรายได้จากส่วนนี้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนเป็นไปตามกรอบที่ควรจะเป็น
       
       ทั้งหมดนี้เป็นงานคร่าวๆ ที่ผมรับผิดชอบ 3 คณะหลักที่เป็นประธาน ส่วนที่เหลือในบอร์ดชุดอื่นๆ เช่น คณะกรรมการ CSR คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน ก็เป็นแค่กรรมการเฉยๆ ส่วนคณะกรรมการชุดอื่นๆ ที่ผมไม่ได้เป็นก็มีเยอะ ซึ่งกับหน้าที่หลักใน 3 บอร์ดถ้าผมรับผิดชอบงานประจำอยู่ที่อื่น มาทำงานแบบนี้รับรองว่าทำไม่ได้
       
       แต่เนื่องจากตอนนี้ผมก็ค่อนข้างทุ่มเทเวลาให้ ก็เลยเป็นที่มาที่ไปว่าทำไมบอร์ดถึงให้ทำงานหลายอย่าง ส่วนการพาดพิงถึงการทำหน้าที่ของผมที่พูดถึงบอร์ดมาตรา 22 ว่าเป็นได้หรือไม่ ชอบธรรมหรือไม่ ซึ่งประธานบอร์ดใหญ่ก็ได้มีการตรวจสอบแล้วว่าเป็นได้ และอดีตเคยมีกรรมการบอร์ดเป็นประธานในบอร์ดมาตรา 22 และไม่เคยมีการทักท้วงก่อนหน้านี้
       
       ผมเป็นคนที่เข้าไปทำงานแบบมีเป้าหมาย และสัมฤทธิผล ไม่ใช่ว่าเป็นคนทำงานแบบเวียนหาที่ลงไม่เจอ ก็เลยอาจจะกลายเป็นว่าก้าวหน้าเร็วไป จนบางคนอาจได้รับจ็อบมาว่าให้ผมทำงานช้าลงหน่อย เกิดเป้าหมายสกัดกั้นคู่แข่งเชิงธุรกิจหรือไม่ข้อนี้ก็คิดได้หลายแบบ สำหรับบรรยากาศการทำงานต้องมีความไว้วางใจกันในระดับหนึ่ง แต่ตัวผมทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และผมเองก็ยังเด็กไม่อยากเอาอะไรมาเสี่ยงกับเรื่องพวกนี้
       
       ที่ผ่านมาใน 1 ปีการทำงานของบอร์ดมาตรา 22 ยังช้าไป ก็อยากจะเร่งให้เร็วขึ้น เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็ถามถึงเรื่องนี้มาแล้ว เช่นการแก้ไขสัญญา ตอนนี้มีการขยายกรอบเวลาออกไปอีก 60 วัน จากเดิม ครม.เศรษฐกิจให้เวลาดำเนินการใน 90 วัน แต่ดูท่าจะไม่ทันจึงต้องไปขอขยายเวลากันออกไปอีก ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้น่าจะพิจารณากันได้เร็ว จึงพยายามแยกเรื่องออกจากกัน คือเรื่องแก้สัญญากับเปิดให้บริการ 3G/HSPA
       
       ***เรื่องเปิดใช้ 3G/HSPA ต้องใช้เวลาเท่าไหร่
       
       ตอนนี้บอร์ดมาตรา 22 ให้เวลาคณะทำงานไปหาข้อสรุปภายใน 30 วัน ครบกำหนดในกลางเดือน เม.ย.นี้ว่า การนำคลื่น 850 MHz เหมือนเดิมที่มีอยู่มาปรับปรุงใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้น อย่าง 2G เป็น 2.5 G เป็น 3G มันเป็นการใช้เทคโนโลยีเดิมหรือไม่ หรือว่าเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่บอร์ดมาตรา 13 แทน ซึ่งจะต้องรอให้คณะทำงานเข้ามารายงาน ไม่สามารถเร่งรัดได้ แต่คณะทำงานรู้อยู่แล้วว่าต้องนำเรื่องนี้เข้ารายงาน ครม.เศรษฐกิจตามกรอบระยะเวลาใหม่ที่ถูกขยายออกไปอีก 60 วันจากกำหนดเดิม 90 วัน
       
       แต่หลักการทำงานเชิงรุกมากไป บางทีอาจจะไปกระทบผลประโยชน์ของใคร หรือบางคนอาจจะไม่ชิน เพราะบอร์ดมาตรา 22 ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการทั้งนั้น
       
       *** เรื่องดีแทคขอทดลองเพิ่มอีก 1,000 กว่าไซต์
       
       เป็นเรื่องที่บอร์ดสามารถพิจารณาได้หากดีแทคทำการร้องขอมา แต่ที่ผ่านมาดีแทคยังไม่มีการร้องขอเรื่องนี้ จะมีก็แต่ทรูมูฟ ที่มีการร้องขอขยายการทดลอง 3G/HSPA เพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้ทรูมูฟมีพื้นที่ทดลองมากกว่าดีแทคแล้ว ส่วนที่บอกว่าดีแทคเสนอขอเพิ่มการทดลองออกไปอีก 1,000 สถานีฐานนั้น ที่ผ่านมายังไม่เห็นมีการร้องขอเข้ามาอย่างเป็นทางการ
       
       ***วางรากฐานให้ กสท เติบโตไปในทิศทางใด
       
       ถ้ามองให้แบบเพอร์เฟกต์เลย ก็ต้องนำเอาบริษัทเทเลคอมชั้นนำของโลกมาเป็นเกณฑ์ จะมานั่งนึกเอาเองคงไม่ได้ แต่เป็นเกณฑ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไปลอกมาทั้งหมด แต่ กสท จะต้องมีความโดดเด่นในตัวเอง ต้องเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายแรกอย่างที่ กสท วางเป้าหมายไว้ การให้บริการต้องเป็นมาตรฐานโลก ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่า กสท ยังห่างไกลจุดนั้นอยู่มาก ดังนั้นจึงมองว่า กสท ต้องวางเป้าหมายเป็นบริษัทที่สมบูรณ์ที่สุด ต้องอยู่ ได้ด้วยตัวเองไม่พึ่งพารายได้สัมปทาน
       
       ไม่ได้มองว่าสัมปทานจะหายไป แต่ไม่รู้ว่ากฎหมายหรือกฎระเบียบจะถูกเปลี่ยนแปลงไปในวันไหน กสท จึงต้องพยายามลดการพึ่งพาสัมปทานลงไปให้เหลือน้อยที่สุด ถีบตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการสินค้า และบริการโทรคมนาคมที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่บริษัทที่มุ่งแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ทั่วถึงเป็นประโยชน์ต่อสังคม นี่เป็นรากฐานสำคัญที่ผมอยากวางไว้ให้ กสท
       
       การที่จะก้าวไปถึงจุดที่วางไว้ จะมีประเด็นหลักๆที่เกี่ยวข้อง 3 ประเด็น คือ 1.บุคลากร คนของ กสท ต้องลุกขึ้นมาทำงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการที่ กสท มีบุคลากรน้อยกว่าบางองค์กร เช่น ทีโอที มีการบริหารจัดการที่ดี ได้รับการจูงใจที่ดี แต่ขาดการฝึกฝนที่ดี กสท ก็ต้องเข้าไปพัฒนาทักษะของคน และมีการนำเอาองค์กรภายนอกหรือคนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
       
       ต้องทำให้ กสท เป็นองค์กรของการตลาดที่เข้าใจเข้าถึงรสนิยมของผู้บริโภค รวมถึงแนวโน้มของตลาดในอนาคต เพื่อที่จะได้วางแผนออกสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ ต้องพัฒนาบริการที่ดี โครงสร้างพื้นฐานภายในที่ดี ระบบการบริหารจัดการที่ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนา
       
       2.โครงสร้างธุรกิจที่ต้องมีการวางรูปแบบให้ ชัดเจน เพื่อให้บริษัทขึ้นไปเป็นผู้นำในตลาด ซึ่งในธุรกิจต่างๆ กสท จะต้องเป็นอันดับ 1 หรืออันดับ 2 และจะต้องเป็นผู้ทำการตลาดด้วยตัวเอง แทนที่จะไปพึ่งพาการทำการตลาดจากผู้อื่นซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงกับเรื่อง บุคลากร เพราะปัจจุบัน กสท มีโครงสร้างพื้นฐานเยอะแยะไปหมด แต่ กสท กลับทำธุรกิจถนัดเพียงระดับธุรกิจกับธุรกิจ เข้าใจว่าเป็นการทำการตลาดที่ง่ายและเร็วแต่ถ้าเกิดว่า กสท สามารถขายบริการตรงไปยังผู้ใช้บริการทั่วไปได้เลยจะดีกว่า
       
       ฉะนั้นตัวธุรกิจของ กสท ต้องมีครบวงจร ถึงจะลงไปเสนอขายถึงตัวผู้ใช้ทั่วไปได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ CDMA ของ กสท ถ้ายังไม่ครบวงจรเครือข่ายยังไม่เป็นโครงข่ายเดียว ไม่สามารถให้บริการได้ทั่วประเทศ โรมมิ่งไม่ได้ โทร.ข้ามโครงข่ายยาก ก็ไม่สามารถที่จะขายของได้
       
       ส่วนเรื่องบรอดแบนด์ กสท เข้าไปขายวงจรเช่าให้หน่วยงาน บริษัทต่าง ๆหลายแห่ง แต่ผู้ใช้ทั่วไปก็ไม่มีความคุ้นเคยกับยี่ห้อ I-net ของกสท แต่จะไปคุ้นเคยกับ 3BB ทรู และอีกหลายยี่ห้อ ซึ่งก็เช่าวงจรจากกสทไปขายอีกทอดหนึ่ง ซึ่งอยากให้ กสท พลิกฟื้นในการพัฒนาสิ่งเหล่านี้
       
       3.พัฒนานวัตกรรมของ กสท เอง อยากเห็น กสท มีหน่วยงานที่ทำด้าน R&D อย่างจริงจัง เพราะบริษัทโทรคมนาคมส่วนใหญ่ความลับทางการค้ามีสูง ฉะนั้นจะต้องมีการพัฒนาสร้างสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมาเป็นของตัวเอง ซึ่งคนไทยเก่งเรื่องนี้ เช่นการให้บริการโครงข่าย VoIP มีการตอบรับสูงแต่ กสท ยังไม่มีการพัฒนาให้ดีมากพอซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพัฒนาได้
       
       อย่างในเมืองหลวง อีกหน่อย กสท วางโครงข่าย FTTX ให้บริการ กสท ต้องสามารถทำให้บริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มี R&D ก็จะไม่มีเจ้าภาพ ก็จะไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีการขายที่เพิ่มเติมขึ้น ด้านบุคลากรก็ต้องมี Academy มารองรับ และมีการขายที่เป็น Mass
       
       ***ทั้งหมดจะได้เห็นในบอร์ด ชุดนี้
       
       หลักการของทุกเรื่องตอนนี้ผ่านบอร์ดบริหารหมดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอทำเรื่องขึ้นไปให้บอร์ดใหญ่พิจารณา คิดว่าในเดือนเม.ย.หรือ พ.ค.นี้จะได้เห็นเรื่องพวกนี้เพราะว่าทุกอย่างที่วางไว้เป็นโดมิโนหมด
       
       อย่างกรณีการซื้อฮัทช์ ถ้าไม่เกิดขึ้น ผมก็ต้องพิจารณาตัวเอง ถึงแม้จะไม่เป็นความผิดจากตัวผม แต่ทำให้รู้สึกว่าองค์กรไม่เดินไปไหน แบบนี้เงินลงทุนที่ลงไปเป็นหมื่นๆล้านกับธุรกิจไวร์เลสก็คงไม่มีความหมาย
       
       ***ในแง่บุคลากรจะทำอย่างไร ให้ลุกขึ้นมากระตือรือร้น
       
       พูดถึงเรื่องคนและแรงจูงใจในการทำงาน ต้องขึ้นอยู่กับผลตอบแทนในการทำงาน แต่ที่ผ่านมาผลตอบแทนของบุคลากรของกสท ไม่สมดุล เพราะคนทำงานมากน่าจะได้ผลตอบแทนมาก กลับได้ผลตอบแทนน้อย แต่คนทำงานน้อยอยู่มานานกลับได้ผลตอบแทนมาก เพราะ กสท มีข้อจำกัดในอดีตเป็นการสื่อสารแห่งประเทศไทยขั้นเงินเดือนสูงมากคนอยู่นาน ทั้งๆ ที่บทบาทไม่มีแต่ผลตอบแทนสูง
       
       กลุ่มคนเหล่านี้ที่ผ่านมา กสท พยายามหาทางออกด้วยการทำโครงการเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งมีผลตอบรับพอสมควร จากนั้นก็ทำการปรับโครงสร้างผลตอบแทนให้มี KPI เข้ากับงาน แต่ปัจจุบัน กสท ก็ยังติดข้อจำกัดด้านผลตอบแทนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะมีสหภาพฯเป็น ตัวแทนเรียกร้อง แต่เข้าใจว่าเป็นข้อจำกัดที่ต้องค่อยๆเปลี่ยนแปลง
       
       ส่วนแรกที่เปลี่ยนแปลงได้คือการทำธุรกิจในบริษัทลูกที่ กสท ซื้อกิจการมา ก็คือบริษัทในเครือฮัทช์ มีพนักงานจำนวน 1,000 คน ซึ่งจะเข้ามาช่วยคน กสท ทำตลาด เพราะมีลักษณะการทำงานเชิงรุก ถนัดการขาย บริการลูกค้า ซึ่งจะสามารถเติมเต็มคนของ กสท ได้ดี ด้านปัญหาบุคคลกร กสท มองว่าอาจจะค่อยๆ แก้ไป และมีการกลืนกันระหว่างวัฒนธรรมของ กสท กับฮัทช์
       
       ***ซื้อฮัทช์เข้ามาแล้วจะมี รูปแบบอย่างไร
       
       เราจะทำเป็น 1 โครงข่าย 1 แบรนด์ทั่วประเทศ ปัจจุบันเป็นแบรนด์ CDMA กับฮัทช์ ในข้อตกลงหลังซื้อกิจการเข้าใจว่าฮัทช์อนุญาตให้ใช้แบรนด์ฮัทช์ต่อไปได้ 3-6เดือน แต่ กสท ไม่มีแผนใช้แบรนด์ฮัทช์ต่อ แต่มีแผนออกแบรนด์เดียวทั้งระบบใหม่
       
       ส่วนจุดขายก็จะเป็นไวร์เลส บรอดแบนด์ ซึ่งตามแผนเมื่อซื้อกิจการมาจะต้องอัปเกรดโครงข่ายของฮัทช์ 25 จังหวัดเป็น 2001X REV.A ซึ่งก็คือ 3G และ กสท จะได้เปรียบกว่าผู้บริการรายอื่นทันทีเพราะสามารถให้บริการ 3G ทั่วประเทศได้ทันที คนอยู่ที่ไหนก็จะใช้อินเทอร์เน็ตได้เร็ว
       
       ต่อไป กสท จะมีบริษัทลูกใหม่จากการซื้อฮัทช์ ซึ่งได้ขออนุมัติเข้าไปครม.ด้วย โดยการขออนุมัติประกอบด้วย การขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมด ขอตั้งบริษัทใหม่ ดำเนินการอะไรบ้าง มีต้นทุนที่ประหยัดได้จากการซื้อโครงข่ายเท่าไหร่ ราคาที่จะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ซึ่ง กสท จะมีรายได้ทันที 4,000 ล้าน ลูกค้ารวมกันทั่วประเทศเป็น 1 ล้านคน
       
       ปัจจุบัน CDMA มีลูกค้า 5 แสนราย หากรวมกับฮัทช์ก็จะมีลูกค้า 1.5 ล้านคน แผนที่นำเสนอ ครม.ไป หากมีลูกค้าเพิ่มเป็น 2-2.5 ล้านคนก็มีกำไรมหาศาลแล้ว ไม่ได้คิดจะมีลูกค้าเป็นสิบล้านรายแต่ถ้าได้ก็ดี เพราะจ่ายเงินซื้อไปประมาณ 7,500 ล้านบาทจากลูกค้าที่ได้ทันที 1.5 ล้านคนทำเงินปีละ 4,000 ล้านบาท กสท ก็จะคืนทุน
       
       แต่หากลูกค้าสามารถเติบโตได้มากกว่านี้เราก็อาจจะต้องพิจารณานำความ ถี่ที่เหลืออยู่ 10 MHz มาใช้เพิ่มซึ่งความถี่ดังกล่าวทรูมูฟได้ยื่นขอเพิ่ม เพราะมีลูกค้ามาก ซึ่งทำให้ กสท ต้องชั่งใจกรณีนี้เป็นพิเศษว่าคุ้มค่าหรือไม่
       
       ***ธุรกิจอื่นที่กสท มองมีอะไรอีกบ้าง
       
       ตอนนี้มองว่าจะพลิกฟื้นทรังก์ โมบายล์ ที่ กสท มีให้บริการมานานแล้ว โดยจะนำมาขยายบริการในหน่วยงานรักษาความปลอดภัย ภาคก่อสร้าง และรถแท็กซี่มากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นบริการที่อยู่ในวงจำกัดแต่ก็สามารถเพิ่มสินค้าโทรคมนาคมของ กสท ได้ครบวงจร
       
       ส่วนบริการไวแมกซ์ กสท ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันทดลองกับ อสมท ไวแมกซ์ เป็นธุรกิจที่มีการลงทุนต่ำ ฉะนั้นไวร์เลสบรอดแบนด์บายไวแม็กซ์ น่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะนำมาให้บริการเฉพาะกลุ่มได้ ซึ่งอาจจะนำไปใช้ในโครงการ USO ของ กทช.แล้วแต่ กทช.สั่ง ซึ่งขณะนี้ กทช.สั่งให้ กสท ทำเกี่ยวกับดาวเทียม โทรศัพท์ พื้นฐาน และ CDMA
       
       อีกบริการหนึ่งคือบริการดาวเทียมกับบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งขณะนี้ยังไม่คืบหน้า เพราะต้องกลั่นกรองอย่างละเอียดก่อน บนพื้นฐานที่ กสท ต้องไม่เสียหาย และอีกประการหนึ่งการทำธุรกิจถ้า กสท ต้องเป็นคนทำตลาดเองเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นรูปแบบธุรกิจที่จะทำต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และธุรกิจต้องอยู่ได้ยั่งยืน
       
       เรื่องนี้ยังไม่สรุป แต่จะมีการนำเรื่องเข้าบอร์ดใหญ่ช่วงต้นเดือน ผมออกความเห็นเบื้องต้นว่าต้องทำอย่างรอบคอบ ที่ผ่านมา กสทไม่เคยทำธุรกิจดาวเทียม มีเพียงสถานีฐานอัปลิงก์-ดาวน์ลิงก์ ดาวเทียมเท่านั้น การขายจานดาวเทียมเป็นรายได้ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนการเช่าช่องสัญญาณ ผู้เช่าควรการันตีรายได้ขั้นต่ำให้ กสท เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง
       
       ***กสท จะเป็นผู้ให้บริการทีวีดาวเทียม
       
       ปัจจุบัน กสท มีการเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมไทยคมอยู่แล้ว อีกหน่อยหากไทยคมไม่ได้เป็นของใคร กสท อาจเสนอตัวไปซื้อไทยคมหรือเอาไทยคมมาดูแลก็ได้ หรือไอซีทีอาจจะมอบหมายให้ กสท ดูแลก็ได้ หรือไอซีทีให้ กสท ยิงดาวเทียมใหม่ไปบนวงโคจรที่เหลือก็ได้ซึ่งไม่มีใครรู้ ซึ่งจะสามารถนำเอามาพัฒนาใช้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ ช่องสัญญาณที่มีเหลือก็ต้องเปิดโอกาสให้คนไทยหรือบริษัทไทย 30-40 ช่องนำข้อมูลข่าวสารที่ดีๆสู่สังคมทำให้คนไทยเกิดทางเลือกมากขึ้น
       
       ส่วนสามารถฯ เป็นเพียงรายหนึ่งที่เสนอตัวเข้ามาแต่ก็ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาตามกระบวน การก่อน ไม่สามารถบอกให้รายใดรายหนึ่งทำได้ทันที แต่หากทำงานในรูปแบบเอกชน กสท เข้าไปถือหุ้นซึ่ง กสท จะไม่ถือหุ้นใหญ่เพราะเป็นการแบกภาระเพิ่ม
       
       บริษัทนี้จะให้บริการทีวี และคอนเทนต์ที่พัฒนาจากบริษัทที่มีอยู่ ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิม แต่ไม่สามารถบอกชื่อได้เพราะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะเข้ามาถือหุ้นและมีคอนเทนต์มาลงด้วย ในบริษัทนี้ กสท จะไม่ได้เพียงค่าเช่าถูกๆ แต่จะได้ส่วนแบ่งจากการดำเนินธุรกิจคอนเทนต์ด้วย
       
       ***พอใจกับผลงานหรือไม่
       
       ผลงานที่ผ่านมาผมให้เกรดตัวเอง B+ เพราะอย่างน้อยก็ผลักดันให้ กสท ได้ CEO เข้ามาทำงานหลังจากอยู่ในช่วงสุญญากาศมานาน และ CEO คนใหม่ที่เลือกมาเป็นคนหนุ่ม มีความสามารถหลากหลาย อีกทั้งยังเคยทำงานกับ กสท มาชั่วระยะเวลาหนึ่ง และยังสามารถผลักดันหลายเรื่องที่พยายามทำมาหลายปีให้เห็นรูปร่าง เช่น ซื้อฮัทช์ ปรับโครงสร้างองค์กร

ASTVผู้จัดการออนไลน์    8 เมษายน 2553 09:58 น.