ทอเร่ จอห์นเซ่น กับภารกิจซีอีโอดีแทค ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองรุมเร้า แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า ตลาดปีนี้มีแนวโน้มโตแน่นอน
คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการจะเติบโตในสภาวะตลาดที่เรียกว่าเข้า ขั้น "อิ่มตัว" แถมยังเจอแรงบวกทั้งวิกฤติเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งแม้กระทั่งผู้ช่ำชองในอุตสาหกรรมสื่อสารอย่าง "ทอเร่ จอห์นเซ่น" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) คนปัจจุบันยังยอมรับว่า "เมื่อตลาดถึงคราวอิ่มตัว นั่นก็คือ ความท้าทายอย่างใหญ่หลวงที่บริษัทจะต้องหาทางออกให้ได้ว่าควรทำอย่างไรต่อ ไป"
ลดเชิร์น-เพิ่มลูกค้าคุณภาพ
ในวันที่เขานั่ง เก้าอี้ซีอีโอดีแทคได้ยังไม่ถึง 2 ปี ประเทศไทยก็เริ่มเข้าสู่บรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนมากนัก ขณะที่ไลเซ่นเทคโนโลยีใหม่ก็ยังไม่เห็นเค้าลางใกล้ความเป็นจริง หากแต่ "ทอเร่" ก็ยังเชื่อมั่นว่า ตลาดปีนี้ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างแน่นอน
"ตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งในไทยก็เป็นช่วงที่ตลาดค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว หรือมีผู้ใช้มือถือแล้วมากกว่า 90% ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ค่อยเซอร์ไพรส์เท่าไร เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่โอเปอเรเตอร์ทุกรายต้องเจอเหมือนๆ กัน คือ รายได้จะต่ำลงกว่าปีก่อนๆ พอปีที่ผ่านมา เราก็เจอวิกฤติเหมือนกับที่ใครๆ ก็เจอ ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าน้อยลง แต่ผล ก็คือ เราก็ยังโตได้ถึง 2% ซึ่งแม้จะน้อยแต่ก็ถือว่าโต แสดงว่ามันยังมีโอกาสที่ยังเติบโตได้อยู่" ซีอีโอดีแทคย้ำ
เขาระบุว่า กลยุทธ์พื้นฐานส่วนใหญ่จะเน้นการทำตลาดระดับไมโคร เซ็กเมนเทชั่น ลดอัตราการไหลออกของลูกค้า (Churn Rate) และปรับกระบวนการขายของพนักงาน เพื่อให้สามารถหาลูกค้าคุณภาพที่จะกลับมาใช้บริการบนเครือข่ายของดีแทคอย่าง ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ปีนี้ดีแทคจะยังคงเน้นการรักษากระแสเงินสดหมุนเวียน รวมทั้งการปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นขององค์กร เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พร้อมกับคาดหวังว่า สภาพเศรษฐกิจปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายคาด พร้อมๆ กับสถานการณ์ทางการเมืองที่ "น่าจะ" เริ่มคลี่คลาย เพราะไม่เพียงจะส่งผลดีต่อการเติบโตโดยรวมของประเทศแล้ว ยังหมายถึง การเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคม เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี ทุกอย่างดี นั่นก็หมายถึง ก็ควรจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้นด้วย รวมทั้งค่าใช้บริการโรมมิ่งของชาวต่างชาติ ที่จะเข้ามาในประเทศไทย
ชูลงทุนต่อเนื่องรอไลเซ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ยังไม่มีไลเซ่น 3 จี ซีอีโอดีแทค ระบุว่า การลงทุนส่วนใหญ่ยังต้องอิงบนพื้นฐานของเทคโนโลยี 2 จี ซึ่งช่วงนี้บริษัทก็ยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่าย และการบริหาร Capacity ของโครงข่ายเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางการตลาด ที่เขาเชื่อว่าถ้าหากต้องการกระตุ้นให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้น จะต้องไม่ใช่การทำแคมเปญกระตุ้นอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาโครงข่ายเพื่อให้รองรับการใช้งานทั้ง "วอยซ์" และ "ดาต้า" ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
"เมื่อเราคาดหวังว่ารายได้จะโตขึ้น เราก็จะต้องพัฒนาโครงข่ายให้ดีขึ้นด้วย ต้องบาลานซ์ Capacity ให้เหมาะสม เพราะปกติการใช้งานมือถือแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากันอยู่แล้ว มีช่วงพีคไทม์ในแต่ละวัน หรือแม้แต่ช่วงที่เราเปิดแคมเปญใหม่ๆ ก็จะมียอดใช้งานไม่ปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามบริหารจัดงานทราฟฟิกให้ดี" ทอเร่ว่า
ติง "ทีโอที 3 จี" ผูกขาดตลาด
อย่างไรก็ตาม "3 จี" ก็ ยังเป็นสิ่งที่ภาครัฐยังต้องเร่งผลักดัน เพราะคือโอกาสทางธุรกิจ และโอกาสของผู้บริโภค ซึ่งตามกำหนดการเดิมคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดประมูลได้ช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า
แต่หากรัฐยังต่ออายุ "ดีเลย์" อีกครั้ง เขาเชื่อว่า จะยิ่งทำให้เกิดการแข่งขันไม่เท่าเทียม เนื่องจากปัจจุบันรัฐให้สิทธิผู้ให้บริการบางราย ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน นำร่องให้บริการ 3 จีไปก่อนหน้าแล้ว แม้จะกระจายผ่านตัวแทนจำหน่าย แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเหมือนกับผู้ให้บริการเอกชนรายอื่นๆ
นอกจากนี้ หากยิ่งดีเลย์ออกไปอีกนอกจากจะยิ่งทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็จะยิ่งเสียโอกาส เพราะไลเซ่นใหม่จะทำให้โอเปอเรเตอร์แข่งกันเท่าเทียมมากขึ้น ซึ่งผลดีก็จะตกกับผู้บริโภค คือ ได้ใช้บริการในราคาที่ต่ำลง ขณะที่คุณภาพของเทคโนโลยีดีขึ้น แต่ขณะนี้ การพัฒนาส่วนใหญ่ทำได้บนเทคโนโลยีเอดจ์ ซึ่งเชื่อว่ากระแสการใช้สมาร์ทโฟนช่วงนี้ จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้เครือข่ายที่เร็วมากขึ้น แต่ถ้ายังดีเลย์ ผู้บริโภคก็จะยิ่งไม่มีทางเลือก
แนะรัฐปรับกฎใหม่-บทบาทชัดเจน
ซีอีโอดีแทคยัง เชื่อว่า สิ่งที่จะทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างผู้ให้บริการนอกจากการเปิด ประมูลไลเซ่นใหม่แล้ว ภาครัฐก็ควรยกเลิกระบบสัญญาสัมปทานของแต่ละรายในทันที โดยไม่ต้องรอจนกว่าสัญญาของแต่ละรายจะหมดอายุ ซึ่งไม่พร้อมกัน และการเริ่มต้นเข้าสู่ระบบใบอนุญาตก็จะไม่เท่าเทียมกันอีก
ขณะเดียวกัน องค์กรสำคัญในอุตสาหกรรมอย่าง "ทีโอที" และ "กสท" ก็ควรปรับปรุงให้มีบทบาทชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีรายได้จากสัญญาสัมปทาน รวมทั้ง "กทช" ซึ่งเขาเชื่อว่าด้วยภารกิจกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมของประเทศ ก็ควรจะต้องเร่งเดินหน้าผลักดันงานต่างๆ ที่มีในมือให้สำเร็จ โดยเฉพาะการเปิดประมูลไลเซ่น 3 จี โดยไม่จำเป็นต้องรอการมาของกฎหมายใหม่ เพราะจะยิ่งทำให้ 3 จีของไทยยิ่งล้าหลังประเทศอื่นๆ ในโลกมากขึ้นไปอีก
"ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังไม่มี 3 จีใช้แล้ว เพราะแม้อินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ จะยังไม่มีเหมือนกัน แต่ก็ถือว่าอยู่ในกระบวนการประมูลที่ใกล้เป็นจริงแล้ว แต่สำหรับไทยยิ่งช้าก็ยิ่งเสียโอกาส ขณะที่สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมปัจจุบันก็ยังไม่เท่าเทียม ซึ่งมองว่าเราไม่จำเป็นต้องรอให้ กทช. ใหม่เกิด เพราะประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่กับโอเปอเรเตอร์เท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ใช้" ซีอีโอดีแทคทิ้งท้าย
กรุงเทพธุรกิจ 10 พฤษภาคม 2553 03:00