ทีโอทีตั้งไข่โครงการโทรศัพท์มือถือ 3G มากว่า 3 ปี ถึงวันนี้เพิ่งกะเทาะเปลือกเป็นลูกเจี๊ยบลืมตาออกมาดูโลก หลังจุดพลุโครงการ 3G ตั้งแต่ต้นปี 2550 สมัยนายสิทธิชัย โภไคยอุดม เป็นรมว.ไอซีที ด้วยงบลงทุนประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท สถานีฐานประมาณ 4 พันกว่าไซต์ และใช้วิธีการ G2G โดยมีรัฐบาลจีนอ้าแขนพร้อมซัปพอร์ตเต็มที่
แต่สุดท้ายรมต.สิทธิชัย ชิงไขก๊อกลาออกไปก่อนที่โครงการจะสำเร็จ
โครงการ 3G ทีโอทีถูกส่งต่อมายังนายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีทีในยุคสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกฯและมีนายธีรพล นพรัมภา เลขาฯคู่ใจ ที่เข้ามาเป็นผู้จัดการโครงการ 3G ทีโอที ปั่นโครงการจนงบประมาณสูงขึ้นไปถึง 2.9 หมื่นล้านบาท และจำนวนสถานีฐานที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5 พันกว่าไซต์ ใช้วิธีการประมูลแบบอินเตอร์เนชันแนลบิตดิ้ง และใช้แหล่งเงินกู้ต่างประเทศ
ในช่วงนั้นโครงการ 3G วิ่งเร็วกว่าทางด่วนเพราะผ่านทั้งสภาพัฒน์ และครม.ในปี 2551 ชนิดเรียกได้ว่าไม่ติดขัด แต่กลับสะดุดขาตัวเอง บุญมีแต่กรรมบัง เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนขั้วพลิก มาเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมีร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรมว.ไอซีที
โครงการ 3G จึงถูกปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้เรื่องกลับยากขึ้นไม่ราบรื่นคล่องคอเหมือนสมัย รมต.มั่น เมื่อระนองรักษ์ ชงโครงการ 3G เสนอครม.อภิสิทธิ์อีกครั้ง เพื่อขอปรับลดวงเงินงบประมาณลงเหลือ 2 หมื่นล้านบาทและเปลี่ยนวิธีเป็นใช้การประกวดราคาทั่วไป และใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศ
แต่เรื่องกลับถูกดองไว้กว่า 3 เดือนก็ยังไม่มีการพิจารณา จนรมว.ไอซีทีต้องขอถอนเรื่องกลับเพื่อดำเนินการตามมติครม.ปี 2551 โดยทีโอทีต้องทำการแก้ไขแผนธุรกิจเพื่อนำเสนอรมว.ไอซีทีภายใต้เงื่อนไขการลด วงเงินงบประมาณเหลือไม่เกิน 20,000 ล้านบาท
แต่ไม่รู้ทำกรรมมาแต่ชาติปางไหน ทีโอทีถึงได้ตกอยู่ในสถานะลูกเมียน้อยเต็มตัว เพราะหลังจากเพียรพยายามเสนอแผนธุรกิจโครงการลงทุน 3G ทั่วประเทศ ให้รมว.ไอซีทีพิจารณา เพื่อนำเข้าครม.ไม่น้อยกว่า 4 ครั้งแต่ก็ยังไม่โดนใจเจ้ากระทรวงสักที
ในขณะที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กลับขึ้นแท่น 'ลูกรัก' เพราะเจ้ากระทรวงกลับออกแรงผลักผ่านครม.รวด 3 โครงการใหญ่ ทั้งโครงการซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย (ฮัทช์) มูลค่า 7,500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กสทมีโครงข่าย CDMA ที่ความเร็วเทียบเท่า 3G ทั่วประเทศเป็นรายแรก โครงการลงทุน FTTX (เคเบิลใยแก้วนำแสง)ในพื้นที่กทม.และ ปริมณฑล งบประมาณ 6,000 ล้านบาท โครงการขยายพื้นที่ให้บริการ CDMA 51 จังหวัดให้ครอบคลุมประชาการ 90 % จากเดิมเครือข่ายครอบคลุมประชากรเพียง 80 % อีก 3,800 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณลงทุนกว่า 17,300 ล้านบาท
กรณีดังกล่าวสร้างความน้อยใจให้ทีโอทีไม่น้อยถึงกับออกปากบ่นมาดังๆ ว่า
'ใช่สิ เรามันไม่ใช่ลูกรักทำอะไรไม่เคยโดนใจ'
ด้านระนองรักษ์ ดูเหมือนจะรู้ว่าทีโอทีกำลังน้อยเนื้อต่ำใจ จึงฝากเคล็ดลับที่ทำให้ 3 โครงการใหญ่กสทผ่านสะดวกโยธินว่า 'สาเหตุที่โครงการใหญ่ของกสททั้งสามโครงการผ่านมาได้เพราะผู้บริหารสนใจเกาะ ติดสถานการณ์ทุกฝีก้าว อีกทั้งยังสามารถชี้แจงได้ตรงประเด็น จึงอยากฝากให้ทีโอทีดูเป็นแบบอย่างด้วย การชี้แจงอย่าพามาหลายคนเพราะมากคนมากคำตอบไม่เข้าประเด็นสักที'
แต่รมว.ไอซีทียังให้ความหวังไว้ว่าจะต้องผลักดันโครงการ 3G ทีโอทีให้ผ่านครม.ก่อนที่รัฐบาลจะยุบสภา โดยกำหนดเงื่อนเวลาเอาไว้ว่าภายในปลายเดือนพ.ค.นี้จะสามารถนำเสนอแผนธุรกิจ เข้าครม.ได้ และคาดว่าแผนธุรกิจที่ตีกลับให้ทีโอทีไปดำเนินการแก้ไขครั้งล่าสุดภายใต้ เงื่อนไขให้ทีโอทีปรับเพิ่มจำนวนสถานีฐาน และ พื้นที่ให้บริการให้เท่ากับโครงการเริ่มต้น 29,000 ล้านบาท ในวงเงินใหม่ไม่เกิน 20,000 บาท จะกลับมาก่อนกลางเดือนพ.ค.นี้
ระนองรักษ์ให้เหตุผลว่าระยะเวลาที่ผ่านไป ทำให้ต้นทุนการลงทุนอุปกรณ์ 3G ลดลงไปมาก เพราะมีจำนวนผู้ลงทุน 3G แล้วทั่วโลกขาดเพียงพม่าที่ยังไม่ให้บริการเท่านั้น ดังนั้นการลงทุน 3Gจะต้องให้ได้ในเนื้องานเท่าเดิมในวงเงินที่ลดลงมา
ด้านทีโอที แม้จะได้รับการยืนยันหนักแน่นจากรมว.ไอซีที แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะบทเรียนการแก้ไขแผนธุรกิจครั้งแล้วครั้งเล่ายังหลอกหลอน ทั้งนี้การให้บริการ 3G ถือเป็นธุรกิจอนาคตที่จะช่วยให้ทีโอทียืนหยัดแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ที่เปิดเสรี และเป็นทางรอดช่วยสร้างรายได้เมื่อรายได้หลักจากสัมปทานหายไป จากการประกาศใช้พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. .. ซึ่งกำหนดให้ทีโอทีส่งรายได้จากสัมปทานเข้ารัฐทั้งหมดหลังจากกฎหมายประกาศ ใช้ 1 ปี
การลงทุนโครงข่าย 3G ทั่วประเทศโดยเร็วจะทำให้ทีโอทีมีความได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่นในฐานะ ผู้ให้บริการ 3G ทั่วประเทศรายแรกทันที
แม้ปัจจุบันทีโอทีจะให้บริการ 3G ในพื้นที่กทม.และปริมณฑลไปแล้วเมื่อธ.ค.2552 แต่พื้นที่ให้บริการยังจำกัดอยู่มาก เพราะผู้ใช้งานย่อมอยากใช้ได้ในทุกที่ทุกเวลา ซ้ำร้ายทีโอทียังมีปัญหารักร้าวโรมมิ่งกับเอไอเอสที่ตัดสัมพันธ์โรมมิ่งการ ใช้งานเสียงในต่างจังหวัด ยอมให้ลูกค้า 3G TOTใช้ได้เพียง 60,000 เลขหมาย
สำหรับแผนธุรกิจ 3G ที่ถูกตีกลับครั้งล่าสุดนั้น ทีโอทีลดวงเงินเหลือไม่เกิน 20,000 ล้านบาท แต่ลดสถานีฐานลงเหลือเพียง 3,502 สถานีฐาน ทำให้ถูกสั่งให้กลับไปทำใหม่ให้เพิ่มเนื้องานเท่ากับวงเงินลงทุนเดิมคือ จำนวน 5,220 สถานีฐานรวมเฟสศูนย์ที่ลงทุนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปแล้ว 530 สถานี ภายใต้งบประมาณใหม่ที่ 20,000 ล้านบาท
ประเด็นที่น่าคิดคือ หากเนื้องานเท่าเดิมแต่วงเงินงบประมาณต่ำกว่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท หมายถึงอาจมีคนซวย ถ้ามีการเช็กบิลกันภายหลัง เพราะตั้งงบประมาณเว่อร์เกินไป หรือมีการบวกอะไรเพิ่มเติมจนมากเกินไป ซึ่งหากหาเหตุผลอธิบายไม่ได้ชัดเจน อาจเกิดปัญหาภายหลังได้
งานนี้ทำเอาทีโอทีต้องยอมกัดฟันทำแผนสนองความต้องการเจ้ากระทรวงให้ มีจำนวนสถานีฐาน เท่าเดิม 5,220 สถานี รวมที่ลงทุนไปแล้วในเฟสศูนย์ 530 สถานี ก็เท่ากับเหลือลงทุนเพิ่มทั่วประเทศอีก 4,690 สถานี แต่ในแง่ความเร็วในการให้บริการที่เดิมตั้งใจจะลงความเร็วเต็มพิกัด 14.4 Mbps ปูพรมทุกสถานีตามแบบฉบับแผนการลงทุนระยะยาว แต่กลับต้องตัดใจเลือกเพียงบางสถานี และสถานีที่เหลือก็สามารถลงทุนในระดับความเร็วเพียง 7.2 Mbps
ปรากฏว่าครั้งนี้ถูกใจ บอร์ดทีโอทีสนองนโยบายรมว.ไอซีที ด้วยการหั่นงบโครงการ 3G ทั่วประเทศเหลือ 19,980 ล้านบาท คงจำนวนสถานีฐานเท่าเดิม แต่ปรับแผนเป็นเช่าใช้สถานีฐานของกสทและบริษัทเอกชน 55% และลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา
ผู้จัดการ 17 พฤษภาคม 2553 11:19 น.