"TOT" เตรียมรับศึกหนักปีหน้า ตั้งกันสำรอง 2,900 ล้านบาท เผื่อจ่ายภาษีย้อนหลังให้สรรพากร เผยตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปต้องรับภาระกันสำรองข้อพิพาทมากขึ้น หลังกระบวนการทางกฎหมายใกล้สิ้นสุด ตั้งเป้าดันยอด 3G และบรอดแบนด์ปีหน้าเพิ่ม พยุงรายได้สัมปทานหด
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า ผลประกอบการ ตั้งแต่ ม.ค.-ต.ค.ปีนี้บริษัทมีรายได้ทั้งสิ้น 59,068 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 700 ล้านบาท หรือ 1.2% แต่เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายของบริษัทลงเหลือ 53,021 ล้านบาท คิดเป็น 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้มีกำไรสุทธิ 6,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.1% จากปีที่แล้ว
ขณะที่รายได้ทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 2.4% เนื่องจากค่าบริการในธุรกิจโทรคมนาคมลดลง ประกอบกับรายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานลดลงเหลือราว 20,000 ล้านบาท จาก 23,000 ล้านบาท ในปีก่อน และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นผลมาจากอัตราค่าบริการในตลาดเช่นกัน ทำให้แม้ทีโอทีและเอกชนคู่สัญญาจะมีฐานลูกค้ามากขึ้นแต่รายได้ยังไม่สัมพันธ์กับอัตราการลดลงของค่าบริการ จึงทำให้กำไรสุทธิในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 5,700-5,800 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ ปีที่ผ่านมาที่มีกำไรสุทธิราว 5,600 ล้านบาท
และหากแยกรายได้เฉพาะส่วนธุรกิจของทีโอทีคาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 25,000-27,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้วเช่นกัน แม้ว่าทีโอทีจะมียอดลูกค้าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (เอดีเอสแอล) ราว 820,000 พอร์ต จากปีก่อนที่มีเพียง 240,000 พอร์ต
โดยปีหน้าบริษัทจะใช้งบฯลงทุนราว 8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายโครงข่ายและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของเอดีเอสแอล ไฟเบอร์ทูดิเอ็กซ์ รวมถึงเทคโนโลยี 3G ที่จะเสริมเครือข่ายในกรุงเทพฯและปริมณฑลให้รองรับการใช้งานได้ดีขึ้นด้วย
"ปีหน้าตลาดโทรคมนาคมโดยเฉพาะ อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ยังขยายตัว การใช้งานดาต้าจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ตลาดมือถือจะโตขึ้นราว 7% ทีโอทีเองตั้งเป้าโตมากกว่า 100% ในธุรกิจ 3G บรอดแบนด์ไม่น้อยกว่า 25% และในปี 2553 ได้ประเมินไว้ว่า จะมีรายได้ทั้งปี 69,000 ล้านบาท โดยลดลงจากปีนี้ซึ่งปัจจัยสำคัญยังเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ โดยถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็คาดว่ารายได้น่าจะเพิ่มขึ้น เช่น กรณีมาบตาพุดทำให้นักลงทุนลดลง การใช้บริการโทรคมนาคมก็ลดลงตามไปด้วย ขณะที่กำไรในปีหน้าน่าจะอยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องกันสำรองทางบัญชีไว้จ่ายเงินให้กรมสรรพากร 2,900 ล้านบาท หากข้อพิพาทจากกรณีการคำนวณภาษีมูลค่าของภาษีสรรพสามิตยุติลง"
ส่วนกรณีการแปรสัญญาสัมปทาน สิ่งที่จำเป็นต้องเร่งรัด คือ กระบวนการแก้ไขสัญญาตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความไว้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ที่จะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติก่อน ซึ่งอาจรวมถึงประเด็นการขอให้ยกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุ
"ประเด็นสำคัญอยู่ที่คู่สัญญาเห็นชอบทั้ง 2 ฝ่าย ทีโอทีทำแล้วได้อะไร เอกชนได้อะไร การแปรสัญญาในรูปแบบนี้ คือ นโยบายของรัฐใช่หรือไม่ รวมถึงใครจะเป็นคนให้ความเห็นชอบ เพราะขั้นตอนที่สำคัญสุด คือ การเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายเพื่อหาสิ่งที่ทั้งคู่ยอมรับได้ เรื่องนี้พูดกันมานานแล้ว แต่ไม่สำเร็จเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว"
แนวคิดที่จะแปรสัญญาเป็นหุ้นในบริษัทเอกชนคู่สัญญาสัมปทานนั้น ก็ต้องพิจารณาว่า หลังไม่มีสัมปทานแล้ว เอกชนจะทำอะไรต่อ ไม่เช่นนั้นทีโอทีอาจจะได้เงินปันผลแค่ถึงปีที่สัมปทานสิ้นสุดก็ได้
แหล่งข่าวระดับสูงในทีโอทีเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปทีโอทีจะต้องมีภาระในการสำรองเงินไว้เผื่อแพ้คดีอย่างต่อเนื่อง เพราะบรรดาข้อพิพาทต่าง ๆ ของบริษัทที่มีมูลค่าราว 54,000 ล้านบาท มีหลายกรณีที่กระบวนการทางกฎหมายใกล้สิ้นสุด
ประชาชาติธุรกิจ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552