คลังพร้อมเปิดทางเอกชนประมูล 3 จีราคาถูก แนะ กทช. ควรเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ควรตั้งค่าไลเซ่นส์แพงจนเกินไป ห่วงประเด็นคิดราคาแพง พ่อค้ามักผลักภาระต้นทุน สุดท้าย ผู้บริโภคก็จะเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม ขณะที่เสียงค้านห่วงราคาถูกกว่า 2 จี ของค่ายเอไอเอส อาจขัดกับหลักความเป็นจริง
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) คลื่นความถี่ 3 จี ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) โดยระบุว่า หากมีการเก็บค่าใบอนุญาตในราคาแพง สุดท้ายผู้ที่จะต้องรับภาระก็คือผู้บริโภคที่เป็นประชาชน เพราะผู้ประกอบการต้องผลักต้นทุนค่าใบอนุญาตไปให้ไปประชาชนในรูปของราคาค่า บริการ ดังนั้นเรื่องใบอนุญาตต้องคิดให้มีความสมดุล
"แม้ว่าขณะนี้ทาง กทช.ก็มีความชัดเจนเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตใหม่ เป็น 3.9 จี แต่ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างในบางประเด็น ซึ่งต้องนำทุกฝ่ายมาหารือกันพร้อมๆ กัน โดยตนได้เรียนเรื่องดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว เพื่อให้การเดินหน้าเรื่องดังกล่าวมีทิศทางเดียวกัน"
โดยหลักการแล้ว ควรจะต้องให้ผู้ประกอบการทุกราย มีความเสมอภาคในการแข่งขัน แต่ในตลาดโทรคมนาคมในปัจจุบันไม่ได้เป็นอย่างนั้นกล่าวคือ ผู้ให้สัมปทาน หรือ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) เป็นผู้แข่งขันกับผู้ได้รับสัมปทาน คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (มหาชน) หรือ ทรูมูฟ และบริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ดีแทค ซึ่งตนได้คุยกับ นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อปรึกษาหารือว่าถึงเวลาแล้วที่ควรที่จะเรียกทุกฝ่ายมานั่งคุย หรือวิเคราะห์กันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีข้อตกลงกันเพื่อให้การแข่งขันเสมอภาคกัน
ทั้งนี้ หลักคิดสำหรับการออกใบอนุญาตนี้ ได้แก่ 1.ต้องให้มีการแข่งขันอย่างเสมอภาค ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น โดยยังมีปัญหาผู้ให้สัมปทานให้บริการแข่งกับผู้รับสัมปทานด้วย 2.ประชาชนในฐานะผู้บริโภคต้องได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีในราคา ยุติธรรมด้วย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีปัญหาเกี่ยวกับ การเก็บค่าใบอนุญาตทำการค้าในระบบดังกล่าว ซึ่งหากเก็บแพง ประชาชนก็จะจ่ายแพงตามไปด้วย ก็ต้องดูให้สมดุลในเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของกระทรวงการคลัง คือ ต้องการให้เกิดรายได้สูงสุด ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็ได้อธิบายไปแล้วว่า เงินทุกๆ บาทที่รัฐจัดเก็บจากเอกชน ประชาชนก็จะเป็นผู้รับ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของรัฐธรรมนูญ
ขณะที่มีผู้คัดค้านว่า ราคากลางในการประมูลใบอนุญาต 3.9 จี ไม่ควรเป็นราคาที่ต่ำจนเกินไป เพราะอย่างน้อย ราคาดังกล่าวจะต้องไม่ต่ำกว่ารายได้จากระบบ 2 จี ที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญ การให้บริการ 3.9 จีนั้น สามารถให้บริการได้หลากหลายมากกว่า ทั้งทางด้านเสียง ภาพ และการรับส่งอินเตอร์เนต
สำหรับการประมูลไลเซ่น ควรเปิดประมูลทีละใบ น่าจะเหมาะสมมากกว่า โดยใช้กรณีศึกษาจากผู้ประมูลในใบอนุญาตแรกเป็นตัวอย่างก่อน จากนั้นจะคำนวณว่าใบต่อไปควรมีมูลค่าเท่าไร เนื่องจากรัฐเองไม่ทราบว่ามูลค่าการตลาดโดยรวมทั้งหมดของ 3 จีนั้น อยู่ที่เท่าใด แต่ราคาใบแรกสำหรับคลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิร์ตซ คือ 12,800 ล้านบาท ซึ่งอาจจะต่ำเกินไป หากมองตามความเป็นจริงแล้ว เช่น บริษัทเอไอเอส จะต้องจ่ายค่าสัญญา 2 จีให้กับ ทีโอที อยู่แล้วต่อปีประมาณ 18,000 ล้านบาท
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2553 07:52 น.