ในวันประชาพิจารณ์ร่างประกาศ กทช.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบ กิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz เมื่อ วันที่ 25 มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมา ประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดหนีไม่พ้นการกำหนดราคาเริ่มต้นของการประมูล ที่ 1 หมื่นล้านบาท วิธีการประมูลแบบ N-1 รวมถึงข้อกำหนดในการแชร์ใช้โครงข่าย (infrastructure sharing)
ขณะ ที่ตัวแทนภาคเอกชนมองว่า "1 หมื่นล้าน" ถูกเกินไป เรียกว่ายืนคู่ตรงข้ามจากฟากเอกชนชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มทรูที่มองว่า "ราคา" ที่เหมาะสมควรสัก 4-5 พันล้านบาท ทั้งไม่เห็นด้วยกับการ "ประมูล" เพราะมองว่าเป็นวิธีที่เอื้อรายใหญ่
"กทช.ไม่ได้มีหน้าที่หาเงิน เข้ารัฐ แต่มีหน้าที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อ ประชาชนคนไทย" บิ๊กกลุ่มทรู "ศุภชัย เจียรวนนท์" ย้ำ
หลังรับฟังความคิดความเห็นทั้งหลายไปแล้ว เรียบร้อย คณะทำงานเพื่อการอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ซึ่งมี "พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์" เป็นประธานได้จัดให้มีการพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ อีกครั้ง พร้อมกับเสนอให้บอร์ด กทช.พิจารณาเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา
ประเด็น สำคัญที่ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมมี 2 เรื่อง ได้แก่ การกำหนดมูลค่าเริ่มต้นประมูล (starting price) ที่มีการปรับราคาเพิ่มเป็น 1.28 หมื่นล้านบาท อีกเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก คือเรื่องข้อจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ ที่ระบุให้ผู้ได้รับใบอนุญาต 3G ก่อนเปิดให้บริการในพื้นที่ใดจะต้องส่งคืนคลื่นความถี่ 2G ในพื้นที่นั้น ๆ ให้ทีโอทีหรือ กสทฯ ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานของตนเองด้วย
"พ.อ.ดร .นที" อธิบายว่า ในเงื่อนไขเดิมได้กำหนดให้ผู้ให้บริการ 2G ที่ได้รับใบอนุญาต 3G ต้องยุติ
การให้บริการภายใต้สัมปทานเมื่อสิ้น สุดระยะเวลาของสัญญาไว้ และเพื่อให้มีความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติจึงได้กำหนด เงื่อนไขการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ (spectrum cap) เพิ่มเติม ซึ่งกำหนดให้มีการจัดทำแผนการส่งคืนความถี่
"การถือครองคลื่นควรเป็น ไปตามความจำเป็นเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่มีประสิทธิภาพสูงสุด ตนขอยืนยันว่าข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบกับสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบ การรายเดิมแต่อย่างใด เอกชนยังมีสิทธิ์ใช้คลื่นเพื่อให้บริการได้จนกว่าจะหมดอายุสัญญา เพียงแต่สิทธิ์ในการบริหารจัดการคลื่นส่งคืนมายังทีโอทีกับ กสทฯ"
ใน มุมมองของ "กทช." ถือเป็นการเตรียมกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านการประกอบกิจการโทรคมนาคมในเมือง ไทยจากระบบ "สัมปทาน" ไปสู่ระบบ "ใบอนุญาต"
"การจัดทำแผนการส่งคืน คลื่น ไม่ถือเป็นประเด็นใหญ่เป็นเพียงการเพิ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้ผู้ได้รับใบ อนุญาตมีแนวทางในการปฏิบัติ ถ้าเอกชนมีการศึกษาข้อมูลด้วยใจเป็นกลางจะเห็นชัดเจนว่าไม่กระทบสัญญา สัมปทาน แต่เป็นไปได้ว่าผู้ประกอบการบางรายที่มีคลื่นความถี่มากอาจมีความกังวลใจที่ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่"
ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญ ม.47 กำหนดให้ความถี่เป็นสมบัติชาติ กทช.มีหน้าที่กำกับดูแล บริหารจัดการและส่งเสริมให้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สาธารณะจึงได้มีการออกประกาศเรื่องการถือครองคลื่น หรือ spectrum cap ที่จะไม่ให้ใครถือครองความถี่เกิน 30 MHz
ดังนั้น ใครก็ตามที่ชนะประมูลใบอนุญาต 3G จะต้องจัดทำแผนคืนคลื่น เช่น จะเปิดที่ภูเก็ตก็ต้องทำแผนส่งคืนคลื่น 2G ที่ภูเก็ตด้วย
สำหรับ คลื่นความถี่ที่ผู้ประกอบการแต่ละรายถือครองอยู่ในปัจจุบัน มีดังนี้ กสทฯย่าน 850 จำนวน 17.5 MHz, ทีโอทีย่าน 2.1 GHz จำนวน 15 MHz, เอไอเอสย่านความถี่ 900 จำนวน 17.5 MHz, ดีแทคย่าน 850 จำนวน 10 MHz และย่าน 1800 จำนวน 25 MHz, ดีพีซีย่าน 1800 จำนวน 12.2 MHz และทรูมูฟย่าน 1800 จำนวน 12.5 MHz
"เราเป็นองค์กรกำกับดูแลและสร้างความเป็นธรรม ให้กับสาธารณประโยชน์ตรงไหนจะกลับไปสู่ผู้บริโภคได้เป็นสิ่งที่ เราต้องทำ ซึ่งอาจไม่เป็นที่สบอารมณ์ของทุกคน แต่คิดว่าได้ทำอย่างดีที่สุด โดยมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งตนยังมั่นใจว่าการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G จะมีขึ้นในเดือน ก.ย.นี้ คนที่จะสั่งให้หยุดได้คือศาลเท่านั้น ผมยังมั่นใจว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลมากกว่า 4 ราย แต่ถ้าต่างชาติไม่เข้ามาน่าจะเป็นเพราะปัจจัยอื่น ไม่เกี่ยวกับเงื่อนไข IM"
สำหรับ "กทช." การจัดทำแผนส่งคืน คลื่นถือเป็นการเตรียมกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านการประกอบกิจการโทรคมนาคมใน เมืองไทยจากระบบ "สัมปทาน" ไปสู่ระบบ "ใบอนุญาต" แต่กับเอกชนบางรายมองว่าอาจทำให้ต้องคิดหนักว่าการเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3G "คุ้ม" พอที่จะเสี่ยงโดนยึดคืนคลื่นหรือไม่ด้วย
นึกถึงคำพูดของ บิ๊กดีแทค "ธนา เธียรอัจฉริยะ" ที่แสดงความเห็นในวันประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่น ความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมาที่บอกว่า "เรื่องถูกหรือแพง ดีไม่ดีตนมองว่าไม่เป็นไร ขอให้มีความชัดเจน การประมูลที่ดีควรมีคนเข้าแข่งขันเยอะ และถ้าจะดึงดูดให้คนเข้ามาแข่งขัน เงื่อนไขต้องชัดเจน ระยะเวลาต้องเหมาะสม ถ้าระยะเวลาสั้นไป ไม่มีใครอยากมา ใบอนุญาต 15 ปีสั้นไป ที่เหมาะสมต้องอย่างน้อย 20 ปี ถ้าเปิดประมูลแล้ว มีคนเข้ามาประมูลแค่ 3 ราย ต้องถือว่า กทช.ล้มเหลว"
ประชาชาติธุรกิจ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4226