ผู้เขียน หัวข้อ: แกะรอยเลิกสัญญามือถือ อุ้ม "TOT-CAT" เอกชนส้มหล่น  (อ่าน 396 ครั้ง)

monchai

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1355
    • อีเมล์
ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ข้อเสนอการยกเลิกสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2จี เพื่อเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตให้แก่เอกชนรายเดิม 3 ราย

ที่กระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีที เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

มีเป้าหมายใหญ่ คือ การอุ้มชูบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  สองรัฐวิสาหกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่รัฐบาล จากสัญญาสัมปทานผูกขาด มากกว่าเปิดให้มีการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค

ที่สำคัญหากย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

เริ่มจากวันที่ 13 ต.ค. 2552 เพียงหนึ่งวันก่อนหน้ากระทรวงไอซีทีจะเสนอแนวทางพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อน ที่ยุคที่ 3 หรือโครงการ 3จี ให้ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจพิจารณา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความเป็นห่วง เรื่องการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี ของ กทช. ที่มีเป้าหมายให้ได้ค่าตอบแทนที่สูงสุด อาจเป็นการผลักภาระให้ประชาชน

“กทช. จะต้องพิจารณาเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยไม่ทำให้เอกชนรายใหญ่และทุนต่างชาติได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งหวังว่า กทช.จะมีคำอธิบายที่ชัดเจนในการ ตัดสินใจของ กทช.”นายอภิสิทธิ์ ระบุ

จากนั้น ในวันที่ 14 ต.ค. 2552 ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ ได้พิจารณาการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3จี ซึ่ง ครม.เศรษฐกิจได้มอบหมายให้ไอซีที ไปปรับยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางการทำงานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท  โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้ชัดเจน เพื่อรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคม และการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ให้เอกชนรายใหม่ 4 ใบ ของ กทช.ชุดเดิม

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือใน ครม.เศรษฐกิจครั้งนั้น คือ การแข่งขันของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจะรุนแรงมากขึ้น ขณะที่รายได้ของทีโอทีและกสท ซึ่งเคยเป็นเสือนอนกิน จากการรับส่วนแบ่งรายได้สัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2จี จะลดลงอย่างมาก

เนื่องจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบอนุญาตใหม่ ที่เอกชนต้องจ่ายให้แก่ กทช.จะน้อยกว่าส่วนแบ่งรายได้ ในแต่ละปีที่จ่ายให้กับทีโอที และกสท ตามสัญญาร่วมการงานในอัตรา 25% ขณะที่ใบอนุญาตใหม่ของ กทช.เอกชนรายใหม่ มีรายจ่ายค่าใบอนุญาตประมาณปีละ 6.5% ของรายได้ แบ่งเป็นค่าใบอนุญาต 2.5% ค่า Universal Obligation Fund 4%

ที่สำคัญหากดูจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการในต่างประเทศ พบว่าภายใน 3 ปี หลังจากเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี จะมีลูกค้า 2จี ประมาณ 30% จะหันไปใช้ระบบ 3จี นั่นหมายความว่าค่าส่วนแบ่งรายได้ จากสัมปทานที่ทีโอทีและกสท ได้รับ จากผู้ประกอบการ 3 รายเดิมจะลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ที่รัฐวิสาหกิจ ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตามในการประชุมครม.เศรษฐกิจครั้งนั้น ทั้ง ทีโอทีและกสท ไม่ได้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากการประมูลใบอนุญาต 3 จี ของกทช.ได้อย่างชัดเจน ที่ประชุมจึงสั่งการให้ทีโอทีและกสท กลับไปวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ชัดเจน พร้อมกับปรับแผนการบริหาร เพื่อรับมือกับการแข่งขันหลังการเปิดเสรี โดยเฉพาะบทบาทการดำเนินธุรกิจของทีโอทีและกสท ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะเน้นการให้เช่าโครงข่ายหรือจะเป็นผู้ให้บริการ

ต่อมา ในวันที่ 4 พ.ย. 2552 ไอซีทีได้นำเรื่องนี้ ให้ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ พิจารณาอีกครั้ง โดยได้รายงานผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการออกใบอนุญาต โทรศัพท์เคลื่อน 3จี ของ กทช. ต่อ ทีโอที และกสท
โดยประเมินว่า หากผู้ประกอบการรายเดิม เข้าชนะการประมูลใบอนุญาต 3จี ของ กทช.แล้วโอนลูกค้า จากระบบเดิมทั้งหมดไปสู่ระบบ 3จี จะทำให้ทีโอทีและกสท โทรคมนาคม สูญเสียส่วนแบ่งรายได้เกือบ 36,800 ล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันที่ทีโอทีและกสท มีรายได้ จากการให้สัมปทานปีละประมาณ 39,400 ล้านบาท แบ่งเป็น การสูญเสียรายได้ของทีโอที 18,000 ล้านบาทต่อปี และการสูญเสียรายได้ของ กสท โทรคมนาคม อีก 18,800 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่ผู้ประกอบการรายเดิม จะลดค่าใช้จ่ายที่ต้องส่งเข้ารัฐลงปีละประมาณ 29,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัมปทานที่เหลือ!
 จากผลกระทบดังกล่าวทำให้ ครม.เศรษฐกิจ หารือถึงทางออกของ 2 องค์กร เพื่อรองรับการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ของ กทช. จนได้ข้อสรุปว่า หากผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับทีโอทีและกสท จะเข้าประมูลใบอนุญาต จะต้องแปรสัญญาสัมปทานให้เรียบร้อยก่อนเข้าประมูลใบอนุญาต 3จี เพื่อลดปัญหาการประกอบธุรกิจโทรคมนาคมในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทาน ไปสู่การออกใบอนุญาต โดยเฉพาะการโอนฐานลูกค้า และปัญหาการใช้ทรัพย์สินที่ได้รับโอนจากสัญญาสัมปทาน
 “ครม.เศรษฐกิจ มีความเห็นว่า ควรมีการเจรจาแปรสัญญาสัมปทานกับภาคเอกชน ที่ได้รับสัญญาสัมปทานจากทีโอทีและกสท โทรคมนาคม ให้เสร็จในปี 2553 แทนที่จะปล่อยยาวไป 5 ปี 7 ปี โดยจะต้องเจรจากันว่า เอกชนจะจ่ายค่าตอบแทนที่เหลืออยู่ตามอายุสัญญาสัมปทานให้ทีโอทีและกสท โทรคมนาคม อย่างไร" นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นระบุ

นั่นคือที่มาของการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2จี!

นอกจากนั้น รัฐบาลยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ของ กทช.ในช่วงปลายปี 2552 อย่างชัดเจน โดยหยิบเอาประเด็นอำนาจหน้าที่ในการออกใบอนุญาตโทรศัพท์ระบบ 3จี ในระหว่างที่กฎหมายการจัดตั้งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และการการคัดเลือกกรรมการ กทช.ทดแทนกรรมการที่หมดวาระและ ที่ลาออก ขึ้นมาสอบถามนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช.

พร้อมกับกดดันและยื่นคำขาดให้ กทช.ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะ กรรมการกฤษฎีกา ตีความอำนาจในการออกใบอนุญาตโทรศัพท์ 3จี ของ กทช.

“นายกฯ บอกว่า ถ้า กทช. คิดว่าไม่หารือกฤษฎีกา รัฐบาลก็คงทำหนังสือหารือไปเอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ในประเด็นด้านกฎหมาย” นายกอร์ปศักดิ์ ระบุ

ขณะที่ สุรนันท์ ชี้แจงว่า หาก กทช.พิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าไม่มีอำนาจการเปิดประมูลโทรศัพท์ 3จี ก็คงช้าไปอีกนาน เพราะเท่าที่ประเมินไว้การจัดตั้ง กสทช. จะแล้ว เสร็จเป็นกฎหมายในสิ้นปี 2553

ท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐบาลในขณะนั้น ทำให้ กทช.ต้องเลื่อนการประมูลโทรศัพท์ 3จี จากเดิมที่กำหนดไว้ในช่วงสิ้นปี 2552 มาเป็นเดือนก.ย. 2553 พร้อมกับคัดเลือกกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการชุดเดิมที่ลาออก

เช่นเดียวกับรัฐบาล โดยมีกระทรวงการคลังเป็นแม่งานว่าจ้างบริษัทจัดการหลักทรัพย์กสิกรไทย เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ ในการแปรสัญญาสัมปทาน และจัดทำแผนป้องกันการย้ายฐานลูกค้าจาก 2 จี ไป 3 จี

กระทั่งวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมากระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีที ได้มีข้อเสนอแนวทางการยกเลิกระบบสัมปทาน 2จี แล้วเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตให้แก่เอกชนทั้ง 3 ราย ภายใต้ตุ๊กตาต่ออายุใบอนุญาตให้แก่เอกชน ที่จะหมดลงในอีก 3-8 ปีข้างหน้า ออกไปเป็น 15 ปี พร้อมกับลดการจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากอัตรา 25-30% เหลือ 12.5% แลกกับค่าเช่าโครงข่ายโทรคมนาคม ที่จะถูกโอนมาเป็นของทีโอทีและกสท

เบื้องต้นประเมินว่าจะสร้างรายได้ให้แก่รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง มากกว่าระบบสัมปทานตามอายุที่เหลือราว 1 แสนล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้นในแง่ของเอกชน 3 รายเดิม ยังประหยัดเงินลงทุนจากการเข้าประมูลคลื่นความถี่ระบบ 3จี ของ กทช.ที่กำหนดวงเงินขั้นต่ำไว้ จำนวน 12,800 ล้านบาท เพราะสามารถสามารถนำเทคโนโลยี เข้ามาอัพเกรดคลื่นความถี่ ในระบบ 2จีให้เป็นระบบ 3จี โดยจ่ายค่าธรรมเนียมในการอัพเกรดให้แก่กทช.เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สุดท้าย ทีโอทีและกสท ก็ยังคงเป็นเสือนอนกิน เพียงแต่เปลี่ยนการรับรู้รายได้ จากส่วนแบ่งสัมปทาน เป็นค่าเช่าโครงข่าย เช่นเดียวกับภาคเอกชน 3 รายเดิมที่เป็นผู้ผูกขาดสัมปทานมาอย่างยาวนาน ก็รับส้มหล่นจากการอัพเกรดสัญญาณจาก 2จี เป็น 3จี แบบไม่ต้องเสียเงินประมูลนับหมื่นล้านบาท

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2553 01:00