พลัน ที่กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีนโยบายแปรสัญญาสัมปทานระบบ 2G จากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด เปลี่ยนรูปแบบวิธีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนรายปีให้กับภาครัฐเป็นใบอนุญาต (license) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553
กลายเป็นคำถามไปแล้วว่าทำไม รัฐบาลต้องแปรสัญญาสัมปทานระบบ 2G ในช่วงเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) วางโรดแมปเปิดประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้
เรื่องนี้บุคคลที่ให้คำตอบได้ดีที่สุด คือ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะที่เป็นต้นเรื่อง และ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อ่านคำตอบได้จากบรรทัดถัดจากนี้!
alt***ทำไม ต้องแปรสัญญาช่วงนี้
คิดว่าเป็นโอกาสเดียวที่เรา (กระทรวงการคลัง) จะสามารถแก้ปัญหาทั้งหมดในส่วนของธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศของเราได้เหมือน กับเป็นคนละเรื่องที่เป็นเรื่องเดียวกันการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 3G ในเรื่องความพยายามก็มีการแก้ปัญหาสะสมมาในเรื่องของ 2G
***หมายถึง3G เป็นตัวเร่ง
ประเด็นปัญหาสัมปทานของ 2G เป็นปัญหาที่ควรที่จะได้รับการแก้ไขกันมานานแล้วเป็นเรื่องที่มีความพยายาม หลายรัฐบาลถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าสิ่งที่เรา (กระทรวงการคลัง) ต้องการเป้าหมายสูงสุดก็คือเราต้องการให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมมีความเสมอ ภาคในแง่กฎเกณฑ์กติกาภาระเราเชื่อว่าการแข่งขันที่มีความเสมอภาคก็จะส่งผลใน แง่ประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ แต่สัญญาสัมปทานก็มีปัญหาเพียงแค่ดูอายุสัมปทานคงเหลือไม่เท่ากัน เช่น เอไอเอส เหลือสัญญาสัมปทาน 5 ปี ทรูมูฟ เหลือระยะเวลา 3 ปี และ ดีแทค เหลืออายุ 8 ปี (ดูตารางผลประโยชน์ตอบแทนประกอบ) ถ้าส่วนแบ่งรายได้แต่ละบริษัทเป็นต้นทุนที่จะต้องจ่ายให้กับรัฐวิสาหกิจที่ เป็นของรัฐบาลก็ไม่เท่ากันอีกแม้แต่คลื่นความถี่ก็มีไม่เท่ากันมีความ ลักลั่นในทุกชั้นทุกระดับแล้วทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม นอกจากนั้นประเด็นเรื่องอายุสัมปทานเหลือน้อยทำให้ผู้ประกอบการไม่ลงทุนด้วย ซึ่งก็เป็นปัญหาในแง่คุณภาพบริการให้กับผู้ใช้บริการที่นับวันจำนวนผู้ใช้ ของทั้ง 3 บริษัทมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้คุณภาพบริการลดลงตรงนี้เป็นการสูญเสียของประชาชน
ดังนั้นเมื่อมีแนวคิดผลักดันให้เกิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G รัฐบาลก็สนับสนุนให้เกิดโดยเร็วแต่มีหลายประเด็นเกี่ยวโยงกันถ้าเป็นไปได้ สิ่งที่จะหยิบยกมาแก้ไข เช่น ผู้ใช้บริการสิ่งที่เราต้องการให้มีการลงทุนมีความเหมาะสมในแง่เม็ดเงินการ ลงทุน เพราะว่ามีเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่มีความจำเป็นในการลงทุนเม็ดเงินที่ มากกว่าก็ผลักภาระให้ผู้ใช้บริการ ดังนั้นต้นทุนสูงเท่าไหร่ภาระยิ่งสูงขึ้นผู้ใช้บริการก็ต้องรับภาระ ด้วยความที่ กทช.มีข้อจำกัดในระบบสัมปทาน 2G ในปัจจุบันเพราะ กทช.ไม่มีอำนาจแก้ไข เราก็อยากแก้ให้ กทช. นั้นก็คืออยากโอนธุรกิจระบบ 2G ทั้งหมดไปอยู่ภายใต้ กทช. ดูแลตราบใดที่ยังไม่เป็นเช่นนั้นซึ่งไม่มีความจำเป็นออกกฎเกณฑ์ในใบอนุญาต 3G ที่จะทำให้การใช้ทรัพยากร เช่น ระบบสถานีฐานและสิ่งที่ลงทุนไปในระบบ 2G ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มีหลายส่วนนำมาใช้ในการให้บริการ 3G ได้ แต่ กทช.ก็มีกฎเกณฑ์กติกาไม่ให้นำมาใช้ เป็นตัวบังคับให้ผู้ใช้ใบอนุญาต 3G ต้องลงทุนใหม่ทั้งหมดทั้ง ๆ ที่จริงแล้วสถานีฐานน่าจะใช้ได้แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้ สืบเนื่องจากมีสัมปทานในระบบสัมปทานไม่ได้แปรเป็นใบอนุญาต สมมติเป็นใบอนุญาตแล้วอยู่ภายใต้กำกับดูแลของกทช.ทั้งหมด กทช.สามารถดูแลได้อย่างครบถ้วนอะไรที่นำมาใช้ได้ก็นำมาใช้ประหยัดการลงทุน และประหยัดทรัพยาการของประเทศทำให้ต้นทุนในส่วนของผู้บริโภคนั้นลดลงด้วย
***ราคาใบอนุญาตถูกไป
แล้วแต่มุมมองถ้าจะมองมุมมองถูกไปหรือไม่เถียงกันได้รอดูว่าเมื่อมีการ ประมูลแล้วราคาประมูลจะอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ถ้าราคาสูงเอกชนยิ่งจ่ายแพงและก็มาคิดค่าบริการแพงเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ ไม่เหมือนเรื่องอื่น ๆที่กำหนดราคาไว้ในทีโออาร์เลย แต่อันนี้ให้เขาเสนอราคาประมูลและไม่ได้กำกับราคาบริการ เรื่องราคาประมูลไม่ได้กังวล กังวลเรื่องการลงทุนด้วย แทนที่เราจะสามารถใช้ทรัพย์สินที่ได้มีการลงทุนไปแล้วในระบบ 2G เรากลับต้องบังคับให้ได้รับใบอนุญาต 3G ลงทุนใหม่ทั้งหมดมีเกณฑ์ให้ เขา (เอกชน) ลงทุน 80% ทั้งหมดภายในสองปีแต่ผลที่ได้เกิดขึ้นคงกฎกติกานี้ไว้ไม่แก้สัมปทาน 2G เมื่อผู้ประกอบการเค้าถูกบังคับโดยสัญญาให้ลงทุนไปแล้วมีประชาชนบางส่วนยัง ไม่มีความจำเป็นใช้ 3G ใช้โทรศัพท์ในการับสาย และ โทร.ออก และส่ง SMS เมื่อผู้ประกอบการถูกกฎเกณฑ์กติกาบังคับให้ลงทุนไปแล้วสิ่งที่เขาต้องทำตาม มาถ้าเขามีสัมปทาน 2G อยู่และจ่ายให้รัฐในส่วนแบ่งที่สูงถึง 25% ขณะที่ใบอนุญาต 3G ของ กทช. กำหนดไว้แล้ว 6.5% ต่อปี สิ่งที่เอกชนจะทำก็คือ ต้องโอนลูกค้าทั้งหมดที่ ณ ปัจจุบันอยู่ในระบบ 2G เข้ามาในใบอนุญาต 3G ซึ่งได้จ่ายเงินไปแล้วลงทุนไปแล้วเพื่อที่เอกชนจะได้รับส่วนแบ่งรายได้สูง ขึ้นและให้รัฐน้อยลง สิ่งที่เกิดขึ้นรายได้ที่รัฐได้รับสัมปทานเหลืออยู่ 3-5 และ 8 ปี ก็จะลดลงและก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ในฐานะที่ผมเป็นรัฐมนตรีคลัง ผมก็ต้องตั้งคำถามว่ากฎเกณฑ์กติการัฐเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาทไม่ให้ผมหา วิธีแก้ปัญหาก็ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
***คลังกังวลถ่ายโอนลูกค้า
ทุกคนก็กลัวเรื่องนี้ในส่วนของประชาชนโดยตรงข้อเท็จจริงในทุก ๆ เรื่องในการลงทุนมีการลงทุนเป็นไปตามกลไกตลาดตามความต้องการแท้จริงของ เทคโนโลยีการลงทุนใครอยากได้ 2G ลงทุน อยากได้ 3G ลงทุน ข้อเท็จจริงแล้วไม่มีใครต้องการใช้ระบบ 3G ทั้งหมดหรอกก็ยังมีคนอยากใช้ระบบ 2G และระบบ 3G
และยังมีผลสำรวจด้วยว่าประชาชน 70% ยังต้องการใช้ระบบ 2G แต่ต้องการใช้ระบบ 3G ในบางส่วนในต่างประเทศนั้นรูปแบบก็เป็นอย่างนี้ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในบ้านเราถ้าเป็นระบบดีที่สุด คือต้องลงทุนระบบ 3G ตามการใช้งานที่แท้จริงทำให้ไม่สิ้นเปลืองการลงทุน
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ไอทีดอทคอม - ไอทีดอตคอม วันอังคารที่ 27 กรกฏาคม 2010 เวลา 09:21 น.