เต็มพิกัด ค่ายมือถือนับถอยหลังเสนอตัวชิงดำคลื่นใหม่ "3G" ยักษ์ "เอไอเอส" ลุยเต็มตัว ประกาศ "เงินพร้อม-คนพร้อม" แยกตั้งบริษัทใหม่ โยกทีมวิศวกรรอท่าไว้แล้วเป็นปี ติงเงื่อนไขขยายเครือข่าย 80% ภายใน 4 ปี บีบให้มีการถ่ายโอนลูกค้าจาก 2G ไป 3G น้องรอง "ดีแทค" ชงผู้ถือหุ้นตัดสินใจ "เสี่ยง-ไม่เสี่ยง" ฟาก "ทรูมูฟ" กัดฟันร่วมวงด้วย แม้จะยังคิดว่าราคาตั้งต้นประมูล 1.28 หมื่นล้านแพงจับใจ ด้าน "กทช." คุยฟุ้งโรดโชว์รอบแรก "จีน-ญี่ปุ่น" ได้รับการตอบรับดี
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สิ่งที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือความไม่ชัดเจน ว่าหลังหมดอายุสัมปทานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง จึงจำเป็นต้องหาช่องทางทำธุรกิจต่อเนื่อง และการเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เป็นทางที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งบริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี ทั้งด้านทีมงานและการเงิน โดยได้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่ พร้อมโยกทีมวิศวกรบางส่วนไปเริ่มปฏิบัติงานแล้ว
"เอไอเอสเตรียม พร้อมมาเป็นปี ๆ แล้ว ล่าสุด ตั้งบริษัทใหม่เพื่อเข้าร่วมประมูล ซึ่งต้องรอให้บอร์ดอนุมัติก่อนจึงจะเปิดเผยได้ แต่ขณะนี้ได้แบ่งคนของฝ่ายวิศวกรรมจากเอไอเอสไปเริ่มงานในบริษัทใหม่ แล้วกว่า 40 คน กำลังคนทั้งหมดจะแบ่งไปจาก เอไอเอส ไม่ได้รับสมัครใหม่แต่อย่างใด แต่เรื่องอัตรากำลังทั้งหมดยังไม่ได้ข้อสรุป แต่คงไม่มาก เพราะงานบางส่วนจะเอาต์ซอร์ซไปใช้ระบบของเอไอเอส เช่น ระบบบิลลิ่ง"
นายวิเชียรกล่าวต่อว่า เงื่อนไขในการติดตั้งโครงข่ายในหลักเกณฑ์การอนุญาตบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1GHz หรือใบอนุญาตมือถือ 3G ของ กทช.กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องสร้างโครงข่ายให้ครอบคลุม 50% ภายใน 2 ปี และ 80% ใน 4 ปี ซึ่งในทางธุรกิจ หากต้องลงทุนสูงขนาดนั้น จำเป็นต้องหาลูกค้ามาใช้งานโครงข่ายให้มากที่สุด เพื่อให้คืนทุนได้เร็ว แม้การลงทุน 3G จะมีต้นทุนน้อยกว่าการลงทุน 2G ประมาณ 40-50% ก็ตาม ดังนั้น ตน จึงต้องยอมรับว่า บริษัทจำเป็นต้องใช้กลไกด้านการตลาด และบริการคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ตทาบิลิตี้) เป็นช่องทางให้ลูกค้าโอนย้ายมาใช้โครงข่ายให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด
ทั้ง นี้ บริษัทมองว่า ลูกค้าที่จะมาใช้บริการ 3G มี 2 ประเภท คือกลุ่มที่อยากลองใช้อยู่แล้ว ประเภทนี้ แม้ไม่ทำอะไร ก็ย้ายมาลองใช้ แต่อีกกลุ่ม อาจอยากใช้ 2G เดิม เพราะไม่อยากเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ต้องจูงใจให้ย้าย เพื่อให้โครงข่ายใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งทำได้หลายทางอย่างถูกกฎหมาย อาทิ ย้ายลูกค้าไปบริษัทใหม่ แต่ยังใช้ 2G เครื่องเดิมได้ โดยเอไอเอสไปเจรจาขอโรมมิ่ง 2G กับทีโอทีแทนการจ่ายส่วนแบ่งรายได้
"ถ้า กทช.จะยกเลิกเงื่อนไขที่บังคับให้สร้างโครงข่ายครอบคลุม 80% ใน 4 ปี เราก็จะไม่ย้ายลูกค้าจากระบบ 2G เพราะมองว่า การเก็บลูกค้าในระบบเดิมไว้ เจ้าของสัมปทานอย่างทีโอทีและกสทฯจะได้ประโยชน์ แต่ถ้าไม่ยกเลิก เราก็ต้องทำ ความจริงแล้ว ควรปล่อยให้การทำตลาด 3G เป็นไปโดยธรรมชาติ ผลดีน่าจะเกิดกับทุกฝ่ายมากกว่า"
ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจสูงที่จะเข้าร่วมประมูล แต่ยังต้องศึกษาความเสี่ยงในหลายด้าน เนื่องจากยังมีข้อกังวลในบางจุดเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหลักเกณฑ์ใบ อนุญาต 3G อาทิ เงื่อนไขข้อ 9.4 ที่กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องคืนคลื่นความถี่เดิมในพื้นที่เปิดให้ บริการ 3G แล้ว
นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการนี้ยังมีมูลค่าสูงมาก จึงจำเป็นต้องศึกษาถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ก่อนจะเสนอให้บอร์ดและที่ประชุมผู้ถือหุ้นตัดสินใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเลขการลงทุนที่เหมาะสม ประมาณการจำนวนลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่จะใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย เพราะเป็นช่องทางการเติบโตของตลาด 3G ใน เมืองไทย เนื่องจากยังมีอัตราการเข้าถึง อินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
"อย่าง ที่เคยพูดหลายครั้ง จนถึงตอนนี้ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเข้าประมูลหรือไม่ ถ้าเข้า ดีแทคจะเข้าเอง หรือตั้งบริษัทลูก เป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณา แต่ไม่น่าจะต้องหาพาร์ตเนอร์เพิ่ม เพราะมีแหล่งเงินกู้พร้อม และมีโวดาโฟนช่วยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีบางส่วน ส่วนความเสี่ยงอื่น ๆ โดยเฉพาะการใช้ทรัพย์สินตามสัมปทานเดิม ถ้าทำได้ เราก็จะประหยัดไปเยอะ อีกเรื่องที่กังวล คือเรื่องการครอบงำกิจการของ ต่างชาติ แม้ดีแทคจะปฏิบัติถูกต้องตาม พ.ร.บ.คนต่างด้าว แต่ กทช.บอกว่าจะมีการออกกฎเฉพาะมาเพิ่มอีก ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน"
ส่วน การออกโรดโชว์ต่างประเทศของ กทช. เพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมประมูลด้วยนั้น นายธนากล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะอยากให้มีผู้เข้าร่วมประมูลหลายราย เพื่อไม่ให้ถูกครหา หากมีแค่ผู้ให้บริการ 3 รายเดิมเข้าประมูล เพียงแต่มองว่า ในเวลานี้คงยากที่ต่างชาติจะเข้ามา เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวเพียง 1 เดือน สำหรับการลงทุนสูงหลักหมื่นล้านบาท
ขณะ ที่นายธัช บุษฎีกานต์ ผู้อำนวยการด้านกฏหมายโทรคมนาคม และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎข้อบังคับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า แม้ไม่เห็นด้วยกับราคาเริ่มต้นประมูลใบอนุญาต 3G เนื่องจากแพงเกินไป และจะส่งผลกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย แต่ด้วยข้อจำกัดที่ต้องดูแลลูกค้า โดยนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาให้บริการ จึงยืนยันที่จะเข้าร่วมประมูล ซึ่งจะต้องดูแผนการลงทุนต่อไป เนื่องด้วยเงื่อนไขที่ต้องสร้างโครงข่ายให้ครอบคลุมภายใน 4 ปี คาดว่าใน 4-5 ปีแรก แต่ละบริษัทจะต้องใช้เงินลงทุน 50,000-100,000 ล้านบาท นอกเหนือจากค่าใบอนุญาตที่ต้องประมูลแข่งกัน
"เราหวังว่าจะมีการ ประมูลใบอนุญาตครบ 3 ใบในเวลาอันสมควร และไม่แพงมากเกินไป เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ แม้คลื่นความถี่ย่านอื่นจะสามารถอัพเกรดได้ แต่ต้นทุนยังไม่รู้ว่าจะใช้เท่าไหร่ ขณะที่ตัวโครงข่ายของ 3G ทั้งอุปกรณ์และเครื่อง ลูกข่ายที่ลูกค้าใช้ น่าจะมีราคาถูกกว่าการลงทุน ย่านอื่นอาจแพงกว่า ส่งผลให้ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น โอกาสจะได้รับความนิยมก็จะยากไปด้วย"
ทั้งนี้ ข้อกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่านความถี่ 2.1GHz ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้สนใจสามารถยื่นเอกสารประกอบการประกวดราคาได้ใน 1 เดือน หรือหมดเขตภายใน 31 สิงหาคม ซึ่ง กทช. จะพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก และประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมการประมูลใน 15 วัน นับจากวันยื่นคำขอ (14 ก.ย. 2553) และจะเปิดการประกวดราคาในวันที่ 28 กันยายนนี้
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ 1 ในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า การเดินทางไปโรดโชว์ เพื่อเชิญชวนนักลงทุนในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยบริษัทส่วนใหญ่มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ ในการประมูลมาแล้ว ทำให้การเข้าพบเป็นการถามตอบในประเด็นที่มีข้อสงสัยแตกต่างกันไป เช่น เกี่ยวกับสัดส่วนการ ถือหุ้นของต่างชาติ ซึ่ง กทช.ได้แจ้งไปว่าเปิดกว้างให้ทุกบริษัทเข้าร่วมประมูลได้ภายใต้เงื่อนไขของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการของคนต่างด้าว คือต้องเข้ามาถือหุ้นในบริษัทที่เข้าประมูลไม่เกิน 49% ไม่ใช่มาในรูปแบบนอมินี ทั้งยังได้รับแจ้งจากมาเลเซียเทเลคอม และโคเรียนเทเลคอม เพื่อขอเข้าพบในสัปดาห์หน้าอีกด้วย
ในการเดินทาง ไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น พ.อ. นทีได้ทวีตข้อความว่าได้มีการพบปะกับบริษัทอันดับสามของญี่ปุ่น คือ Softbank ผู้ที่มาพบกับคณะ เป็นระดับรองประธานบริษัทที่รับผิดชอบการลงทุนต่างประเทศ โดยมีความชัดเจนว่าต้องการลงทุนในประเทศไทย แต่ต้องการลงทุนในบริษัท ที่ชนะการประมูลแล้ว และไม่ต้องการเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยจะติดตามการประมูล ครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และจะมาลงทุนในประเทศไทยกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายหนึ่งรายใดในอนาคต
นอก จากนี้ กทช.ได้พบปะกับผู้แทนของบริษัท NEC ที่ต้องการผลักดันเทคโนโลยี LTE ให้กับผู้ที่เข้าประมูลรายหนึ่งรายใดจากญี่ปุ่น และได้พบกับบริษัทมารูเบนิ ในการแนะนำจากสถานทูตญี่ปุ่น ซึ่งมารูเบนิ เพิ่งประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการร่วมทุนของบริษัทญี่ปุ่นประกอบกิจการ โทรคมนาคมในประเทศอินโดนีเซีย
ประชาชาติธุรกิจ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4232