ผู้เขียน หัวข้อ: 3G มา 2G ก็ยังอยู่ (3-5 ปี) เน้น "บันเทิง" มากกว่าสาระ  (อ่าน 421 ครั้ง)

monchai

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1355
    • อีเมล์
ในช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังรอคอยการเปิด ประมูลใบอนุญาตมือถือ 3G โดย "กทช." กันอย่างใจจดใจจ่อ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้รายงานผลสำรวจเรื่อง "จาก 2G สู่ 3G สังคมไทยพร้อมแค่ไหน" โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในเขตกรุงเทพฯและ ปริมณฑล จำนวน 1,143 คน พบว่า 58.5% พร้อมเปลี่ยนจาก 2G ไปใช้ 3G เมื่อมีการเปิดใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ในจำนวนนี้มี 36.3% พร้อมเปลี่ยนไปใช้ใน 1 ปี อีก 16.7% และ 5.5% ที่เหลือพร้อมเปลี่ยนภายใน 3 และ 5 ปี (ตามลำดับ)

ที่น่าสนใจกว่าเป็นความเห็นของประชาชน 41.5% ที่บอกว่า ไม่มีแผนใช้ 3G ภายใน 5 ปี แถมในจำนวนนี้มีถึง 29.6% บอกว่า ไม่คิดเปลี่ยนไปใช้เลย

หมายความว่า 2G ยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะกับผู้ที่มีอายุ 46 ปีขึ้นไป คนกลุ่มนี้ 58.1% ไม่คิดเปลี่ยนไปใช้ 3G ด้วยเหตุผลว่า ระบบ 2G เดิมดีอยู่แล้ว

เมื่อสอบถามถึงความรู้ความ เข้าใจในระบบ 3G พบว่า 48.5% รู้แค่ว่าเร็วขึ้นแต่ไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง 37.6% ไม่มีความรู้เลย และ 13.9% มีความรู้ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเฉพาะประชาชนที่ระบุว่า จะเปลี่ยนมาใช้ 3G พบว่า 58.9% มีความรู้ระดับปานกลางเท่านั้น

เมื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ มือถือในปัจจุบันพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์เพื่อความบันเทิงเป็นหลัก (นอกจากพูดคุยปกติ) ขณะที่พฤติกรรมการใช้หลังเปิด 3G ประชาชนที่ตัดสินใจเปลี่ยน 31.1% ระบุว่าใช้เพื่อความบันเทิง แบ่งเป็นดาวน์โหลดเพลง 15% ดูทีวีออนไลน์ 11.3% เล่นเกม 3.7% ฟังเพลงออนไลน์ 1.1% มี 25.2% ระบุว่า ใช้เพื่อติดตามข่าวสาร และหาความรู้ แบ่งเป็นค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ต 22.8% และดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ 2.4% จำนวน 24.6% ใช้เพื่อการติดต่อสื่อสาร เช่น วิดีโอคอล 18.2% พูดคุยทั่วไป 5.9% เช็กเมล์ 0.5% และเพื่อการทำงาน 14.7% ได้แก่ รับส่งไฟล์งานข้อมูล 13.4% และทำให้ทำธุรกิจได้เร็วขึ้น 1.3%

"กรุง เทพโพลล์" ระบุด้วยว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของ 3G ในช่วงแรกจะยังมีอยู่อย่างจำกัด แต่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นในอนาคตหากประชาชนคุ้นเคย

นอกจากนี้การเปลี่ยนมือถือจาก 2G มา 3G กลุ่มตัวอย่าง 56.2% ตั้งใจเปลี่ยนมาใช้โนเกีย รองลงมาคือ ไอ-โฟน 17.4% แบล็คเบอร์รี่ 11.8% โดย 37% ตั้งงบฯไว้ที่ 5 พัน-1 หมื่นบาท อีก 26.9% 1 หมื่น-1.5 หมื่น และไม่เกิน 5,000 บาท 18.5% ขณะที่ค่าใช้บริการต่อเดือนที่รับได้จะอยู่ที่ 401-600 บาท (29.6%) ระหว่าง 201- 400 บาท 28.5% และต่ำกว่า 200 บาท 16.8%

ประชาชาติธุรกิจ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4237